วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

‘ดึงเม็ดเงินต่างชาติ’ เข้ามาต้องต่อยอดศก.ไทยได้ด้วย

ตัวเลขการลงทุนญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นกว่า 1.13 แสนล้านบาทในปี 2568 และยังเดินหน้าต่อเนื่องปีนี้ เป็นสัญญาณสำคัญว่า แม้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะเติบโตต่ำ แต่ประเทศไทยยังมี “แรงดึงดูด” ในสายตานักลงทุนโลก

    โดยเฉพาะการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนจากฐานการผลิตเดิมไปสู่เทคโนโลยี ยานยนต์ยุคใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อากาศยาน และกิจการมูลค่าเพิ่มสูง นี่คือโอกาสที่ไทยต้องคว้าไว้ เพราะวันที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง เอสเอ็มอีกำลังเผชิญภาระหนี้ และเศรษฐกิจต้องการเครื่องยนต์ใหม่ เม็ดเงินลงทุนต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่ประเทศไทยขาดไม่ได้
    หากโจทย์ประเทศยามนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ดึงเงินเข้ามาได้เท่าไร” แต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า “เงินที่เข้ามา สร้างอะไรให้ประเทศไทยได้บ้าง” ไม่ว่าจะเป็นเงินจากญี่ปุ่น จีน หรือประเทศอื่นๆ การลงทุนควรนำมาซึ่งเทคโนโลยี องค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา ที่สำคัญ คือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่ หากโรงงานขนาดใหญ่เข้ามาตั้งฐานในไทย แต่ธุรกิจไทยไม่สามารถเชื่อมต่อและยกระดับตัวเองไปพร้อมกันได้ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจย่อมไม่เต็มศักยภาพ เงินลงทุนต้องไม่ใช่เพียง “เม็ดเงินที่ไหลเข้า” แต่ต้องกลายเป็น ทุนที่หมุนต่อในระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เงินที่เข้ามาแล้วจบอยู่ในบริษัทต่างชาติ

    วันนี้เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการแรงส่งใหม่อย่างเร่งด่วน ขณะที่ภาคธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ต้องเผชิญทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ ต้นทุนที่สูง และภาระหนี้ที่บั่นทอนความสามารถในการลงทุน การปล่อยให้เม็ดเงินต่างชาติเดินหน้าไปตามกลไกของตัวเองจึงไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจต้องมองการลงทุนต่างชาติเป็น “เครื่องยนต์ยกระดับเศรษฐกิจไทย” ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ใช้ประกาศความสำเร็จในการดึงดูดนักลงทุน 

    รัฐบาลต้องวางกลไกให้เงินลงทุนก้อนใหญ่เชื่อมกับคนไทย บริษัทไทย มหาวิทยาลัย และสตาร์ตอัปไทยให้ได้ ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างขีดความสามารถใหม่ขึ้นในประเทศ หากทำได้ เงินลงทุนจากญี่ปุ่นที่กำลังยกระดับฐานผลิต รวมถึงเงินลงทุนจากจีนและประเทศอื่นๆ จะไม่ใช่เพียงตัวเลข FDI ที่สวยงาม แต่จะกลายเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยทั้งระบบกลับมาเติบโต และทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ใน สปอตไลต์ของการลงทุนโลกอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน