ภาพการจับมืออย่างอบอุ่น การปูพรมแดงต้อนรับอย่างสมเกียรติ และรอยยิ้มต่อหน้ากล้องในการประชุมสุดยอดเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งจีน อาจทำให้โลกเบาใจได้ชั่วครู่ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากหน้าที่เปี่ยมด้วยอัธยาศัยไมตรี กลับซ่อนการดวลเชิงยุทธศาสตร์ที่แหลมคมและแยบยล ทั้งสองฝ่ายต่างระมัดระวังที่จะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ศัตรู” โดยเลือกใช้วาทศิลป์ทางการทูตที่สุภาพที่สุด แต่พฤติกรรมในทางปฏิบัตินั้นสะท้อนถึงการแข่งขันอันเอาจริงเอาจัง เพื่อแย่งชิงการนำในระเบียบโลกใหม่ โดยเฉพาะในสมรภูมิเทคโนโลยีและการสื่อสาร
ความสัมพันธ์ในปัจจุบันเปรียบเสมือน “สงครามเย็นยุคดิจิทัล” ที่ฉากหน้าดำเนินไปอย่างประนีประนอม แต่ฉากหลังกลับขับเคี่ยวกันอย่างไม่ย่อท้อ
1. ฉากหน้า: การยื้อเวลาผ่านตัวเลขทางการค้า
ในระดับเปิดเผย ทั้งสองมหาอำนาจมุ่งสร้างภาพลักษณ์แห่งความร่วมมือเพื่อพยุงเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก จีนตกลงเข้าซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง รวมถึงเครื่องบินพาณิชย์ คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้า ตัวเลขการค้าเหล่านี้เปรียบเหมือน “วาล์วระบายแรงดัน” ที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียดเฉพาะหน้า
การพบปะครั้งนี้ย้ำเตือนถึงสิ่งที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เคยกล่าวไว้ ณ นครซีแอตเทิล เมื่อปี 2015 เกี่ยวกับ “กับดักทิวซิดิดีส” (Thucydides Trap)-ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ชี้ว่า มหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจใหม่มักหลีกเลี่ยงสงครามได้ยาก การอ้างถึงแนวคิดนี้ของผู้นำจีนมิใช่เพียงคำเตือนเชิงประวัติศาสตร์ แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า ปักกิ่งต้องการสร้าง “โมเดลความสัมพันธ์มหาอำนาจรูปแบบใหม่” ที่เน้นการเคารพซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ กลับมองว่านี่คือการยื้อเวลาเพื่อรอจังหวะผงาดขึ้นอย่างสมบูรณ์
2. เบื้องลึกฉากแจ้ง: การหักห้ามและการควบคุมห่วงโซ่อุปทาน
แม้การค้าพื้นฐานจะดำเนินไป แต่ในสมรภูมิเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกกีดกันอย่างชัดเจน:
ศึกชิป AI: สหรัฐฯ กำหนดมาตรการควบคุมการส่งออก (Export Controls) เข้มงวดเพื่อตัดการเข้าถึงชิปประมวลผล AI และเครื่องมือผลิตชิปขั้นสูง โดยมองว่าเซมิคอนดักเตอร์คือหัวใจของเทคโนโลยีการทหารและปัญญาประดิษฐ์ การแข่งขันในเรื่องนี้มิใช่เพียงเรื่องการค้า แต่คือการชิงความเป็นใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต
มาตรการแบนของ FCC: คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ขยายขอบเขตการห้ามใช้อุปกรณ์จากจีน ไม่จำกัดเพียงโครงข่าย 5G/6G ของ Huawei หรือ ZTE แต่ยังครอบคลุมถึงหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ โดรน และอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าใน Data Center โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงไซเบอร์ ในมิตินี้ สหรัฐฯ กำลังได้เปรียบในเชิงมาตรการตั้งรับ แต่จีนกลับนำหน้าในด้านความเร็วการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์
เครื่องมือต่อรองโดยใช้แร่หายากและผลกระทบข้ามแดน: จีนโต้ตอบด้วยการควบคุมซัพพลายเชนการแปรรูปแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งจำเป็นต่อแบตเตอรี่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งขุดเจาะแร่ตามแนวชายแดน เช่น ในรัฐฉานของเมียนมา ไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานฝั่งตะวันตก แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบเวศอย่างรุนแรง รวมทั้งข่าวเรื่องการลุกลามมาถึงสายน้ำสำคัญในภาคเหนือของไทย รวมถึงแม่น้ำกกซึ่งกลายเป็นสิ่งอ่อนไหวทางการทูตระหว่างไทยกับจีนในปัจจุบัน
3. เบื้องลึกฉากลับ: อธิปไตยดิจิทัลและการสอดแนม
สิ่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่าคือยุทธศาสตร์ใต้อินเทอร์เน็ตและโครงข่ายการสื่อสาร:
ปฏิบัติการ Salt Typhoon: สหรัฐฯ ระบุว่าพบการเจาะเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมหลักจากกลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน ขณะเดียวกัน ปักกิ่งก็ตั้งข้อสงสัยต่อการดำเนินงานของสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ในเชียงใหม่ ซึ่งจีนมองว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการดักฟังและรวบรวมข่าวกรองทางสัญญาณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความหวาดระแวงในอุปกรณ์เชื่อมต่อ: ในขณะที่ประเทศตะวันตกเริ่มมีกระแสรณรงค์ระวังการใช้สมาร์ทโฟนยี่ห้อจีน ฝั่งจีนเองก็สั่งห้ามนำรถยนต์ Tesla เข้าใกล้พื้นที่หน่วยงานรัฐและค่ายทหาร สะท้อนความวิตกเรื่องการเก็บข้อมูลเชิงลึก (Data Harvesting) ที่ไม่ต่างกัน
แรงงัดง้างจากกลุ่มทุน: ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Nvidia, Apple และ Tesla-ซึ่งพึ่งพารายได้จากตลาดจีนสูงถึง 20% ถึง 30% ของรายได้รวมทั่วโลก-ต้องเดินสายล็อบบี้รัฐบาลตนเองให้ผ่อนคลายมาตรการ เพราะจีนยังเป็นทั้งตลาดบริโภคขนาดใหญ่และฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่จีนเร่งอัดฉีดงบประมาณเพื่อสร้าง “ระบบนิเวศพึ่งพาตนเอง” (Tech Self-Reliance) เพื่อตัดขาดจากซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ตะวันตกในระยะยาว
เชื่อมโยงถึงไทย: แรงกดดันด้าน “อธิปไตยดิจิทัล” ส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาค ดังจะเห็นได้จากการที่ไทยระมัดระวังในการพิจารณาข้อเสนอของ Starlink จากสหรัฐฯ ที่ต้องการถือหุ้น 100% เพื่อรักษาดุลความมั่นคงและการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารภายในประเทศ
4. การพึ่งพาแบบเลือกสรร
ปรากฏการณ์นี้คือนิยามของ “Selective Interdependence” หรือการพึ่งพากันแบบเลือกสรร สองมหาอำนาจยังคงค้าขายสินค้าทั่วไปได้ตามปกติ แต่นวัตกรรมขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังมุ่งหน้าสู่การแยกห่าง (Decoupling) อย่างถาวร ต่างฝ่ายต่างสร้างโลกเทคโนโลยีของตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายกุมสภาพบังคับ
หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อไม่นานมานี้ สายตาของประชาคมโลกกำลังเฝ้ามองไปยัง กำหนดการประชุมสุดยอดนัดถัดไป ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงกลางปี 2027 ตามคำเชิญของฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการวัดด่านว่า ท่ามกลางรอยยิ้มบนพรมแดงและการต้อนรับอันวิจิตร ทั้งสองฝ่ายจะสามารถประคอง “ความสงบอันเปราะบาง” นี้ไว้ได้นานเพียงใด



