การพัฒนาโครงการริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานครกำลังขยายตัวทั้งโครงการของภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาครัฐกำลังมีโครงการของกรุงเทพมหานคร ที่จะสร้างสะพานคนข้ามจากท่าวัดทองธรรมชาติ ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน ฝั่งธนบุรี เชื่อมกับท่าสวัสดี ถนนทรงวาด ฝั่งพระนคร
ภายใต้แนวคิดการเชื่อมต่อย่านประวัติศาสตร์ 2 ฝั่ง รวมถึงการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน “ล้อ-ราง-เรือ” ซึ่งกรุงเทพมหานคร ประเมินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท
ขณะที่พื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ (ท่าเรือคลองเตย) กำลังจะมีการพัฒนาพื้นที่ 2,353 ไร่ เป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” แบบไม่มีกาสิโน โดยกระทรวงคมนาคมมีนโยบายชัดเจนจะยกเลิกบริการท่าเรือคลองเตย และให้ไปใช้ท่าเรือแหลมฉบังสำหรับการขนส่งสินค้าทั้งหมด ซึ่งจะพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในลักษณะผสมผสาน (Mixed-Use) ครอบคลุมพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย Smart Community และการพัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่สนับสนุนการท่องเที่ยว
ส่วนการพัฒนาของภาคเอกชนเกิดขึ้นหลายโครงการ ทั้งการสร้างแลนด์มาร์ก การพัฒนาอาคารเก่าให้เป็นโรงแรมระดับไฮเอน รวมถึงการสร้างเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเชื่อม 2 ฝั่งแม่น้ำ และยังมีอีกหลายโครงการของภาคเอกชนที่กำลังถูกพูดถึง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความกลมกลืนของโครงการใหม่กับชุมชนโดยรอบโครงการ รวมทั้งอาจต้องพิจารณาประเด็นวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสมบัติร่วมของทุกคน
การพัฒนาโครงการริมฝั่งเจ้าพระยาให้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญมีผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะเป้าหมายเพื่อสร้างแลนด์มาร์กของกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพมหานครไม่ได้ขาดแลนด์มาร์ก แต่ยังขาดเครือข่ายพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งกรุงเทพมหานครยังมีพื้นที่สาธารณะไม่มากที่ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ โดยที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นว่าบางโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเป้าหมายเปิดพื้นที่สาธารณะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นสำหรับโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้การพัฒนาเป็นเพียงการเพิ่มความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่มากกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และไม่ให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาริมน้ำกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มทุนใหญ่และธุรกิจโรงแรมระดับลักชัวรี



