วันนี้ “สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ บัตรทอง”สิทธิรักษาฟรี" คนไทยกว่า 40 ล้านคนได้เดินมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านถึงเวลาต้องพิจารณาให้มีการ “ร่วมจ่าย” ส่วนที่เกินจากที่สิทธิที่รัฐจัดสรรให้แล้วหรือไม่
เมื่อโครงสร้างประชากรก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และภาระจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พุ่งสูงขึ้น ข้อมูลชี้ชัดว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยเติบโตเร็วกว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างต่อเนื่อง จากการที่โรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่งมีเงินบำรุงเหลือใช้เพียง 3 เดือน สาเหตุหลักมาจากการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง โดยเฉพาะการจ่ายชดเชยผู้ป่วยในที่ไม่ได้ปรับอัตรามานานถึง 14 ปี จนทำให้โรงพยาบาลต้องมีภาระขาดทุนสะสม
ข้อเสนอเรื่อง “การร่วมจ่าย” (Co-payment) จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นทางออกเพื่อลดภาระของรัฐ ซึ่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้เปิดช่องทางนี้ไว้แล้ว แต่ก็มีการตั้งคำถามว่าจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา “การร่วมจ่าย” อย่างไรที่ไม่กระทบกับผู้มีรายได้น้อย และจะแยกระหว่างความจำเป็นทางการแพทย์ ซึ่งรัฐต้องอุดหนุน ออกจากความต้องการส่วนบุคคล ที่เปิดช่องให้ร่วมจ่ายได้อย่างสมเหตุสมผลได้อย่างไร จำเป็นต้องมีการจัดทำรายละเอียดและประกาศให้รับรู้ในวงกว้างก่อนดำเนินการอย่างเปิดเผย
เนื่องจากกองทุนสวัสดิการด้านสุขภาพหลักของไทย มีทั้ง กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ที่ปัจจุบันแต่ละกองทุนมีการแยกการบริหารงานออกจากกัน ซึ่งข้อมูลระบุว่างบประมาณเฉลี่ยต่อหัวของข้าราชการสูงกว่าบัตรทองถึง 4.3 เท่า และสูงกว่าประกันสังคมถึง 3.5 เท่า โดยมีกลุ่มผู้ประกันตนกลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายเงินสมทบล่วงหน้า ท่ามกลางความเป็นห่วงภาระการคลังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีข้อเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการ “ปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาล” รื้อโครงสร้างการเบิกจ่ายไปสู่กลไกเดียวกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน
โดยในส่วนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการเสนอให้ปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. ให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจที่เหมาะสมระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการ (Provider) และประชาชน เพื่อให้การกำหนดสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับงบประมาณจริง ส่วนกรมบัญชีกลาง เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นการพิจารณาปรับแก้ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ..) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เพื่อลดค่าใช้จ่าย สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ด้วยเช่นกัน
รวมทั้งมีการเสนอให้เปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากการ “ซ่อมสุขภาพ” มาเป็นการลงทุนเชิงรุกด้าน “การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” (P&P) ซึ่งมีข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับสากลยืนยันว่าการลงทุนในงานสาธารณสุขป้องกันโรคให้ผลตอบแทนทางสังคม (ROI) สูงถึง 14.3 ต่อ 1 ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณรักษาโรค NCDs ได้นับหมื่นล้านบาทในระยะยาว เราเห็นว่า "การปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาล“ ต้องทำไปพร้อมกันทั้ง 3 กองทุน เพื่อให้ ระบบ "สวัสดิการ" สุขภาพ มีความยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะกลายเป็นชนวนนำไปสู่การล้มละลายทางการคลังของประเทศ


