เหตุเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” คร่าชีวิตและสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เป็นสัญญาณเตือนอีกครั้งว่า ระบบความปลอดภัยของสถานประกอบการที่รองรับผู้คนจำนวนมาก ยังมีช่องโหว่ที่อาจแลกมาด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์ได้ทุกเมื่อ
หากปล่อยให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้จบลงเพียงแค่หาผู้รับผิด การดำเนินคดี หรือการเยียวยาผู้เสียหาย โดยไม่ยกระดับมาตรฐานการป้องกัน ประเทศไทยก็อาจต้องเผชิญเหตุซ้ำรอยอีกครั้งในวันข้างหน้า
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “ไฟไหม้ได้อย่างไร” แต่คือ “เหตุใดความเสี่ยงจึงถูกปล่อยให้เกิดขึ้น” อาคารผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานหรือไม่ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง ทางหนีไฟ และแผนอพยพพร้อมใช้งานจริงเพียงใด การอนุญาตให้เปิดบริการมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากน้อยแค่ไหน หน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นต้องทบทวนระบบกำกับดูแลทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบอาคาร การก่อสร้าง การต่อเติม การตรวจประเมิน ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย เพราะมาตรฐานความปลอดภัยไม่มีความหมาย หากขาดการตรวจสอบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรตระหนักถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และควรเป็นสิ่งที่คำนึงถึงมากที่สุดในการประกอบกิจการประเภทนี้ เพราะสิ่งที่เดิมพัน คือ ชีวิตของลูกค้าและพนักงาน ขณะที่ การซ้อมอพยพ การดูแลอุปกรณ์ดับเพลิง การเปิดทางหนีไฟให้ใช้งานได้จริง หรือการจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ ล้วนเป็นมาตรการพื้นฐานที่ไม่ควรถูกละเลย ประเทศไทยผ่านบทเรียนจากโศกนาฏกรรมแบบนี้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง โรงงาน โรงแรม หรืออาคารสาธารณะ ทุกครั้งสังคมต่างตั้งคำถาม และชวนถอดบทเรียน เรียกร้องการปฏิรูป และให้คำมั่นว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นตัวก็ค่อยๆ เลือนหาย จนกระทั่งเกิดความสูญเสียครั้งใหม่
การถอดบทเรียนที่ซ้ำซากแบบไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยนั้นไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น บทเรียนจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกเปลี่ยนเป็นมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเห็นคุณค่าของความปลอดภัยเหนือผลประโยชน์ทางธุรกิจ ประเทศไทยควรก้าวให้พ้นความคิดประเภท “รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้” ไปสู่การป้องกันก่อนเกิดความสูญเสียจะดีกว่า เพราะชีวิตของผู้คนไม่ควรต้องแลกกับบทเรียนเดิมๆ ที่เราต่างเคยเรียนรู้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง


