'ปารเมศ' สส.กทม.ปชน. เรียกร้องรัฐทบทวนโซนนิ่งสถานบริการ เร่งตรวจสอบใบอนุญาต-ความปลอดภัย หลังเกิดเหตุสลดเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ดับ 27 ชีวิต
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม.เขต 1 พรรคประชาชน ให้ความเห็นถึงกรณี โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 ก.ค. 2569 เหตุเพลิงไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุสลดกับสถานบันเทิงลักษณะนี้
นายปารเมศ กล่าวว่า โศกนาฏกรรมที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นอกจากมาตรการความปลอดภัยแล้ว ยังย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะเรื่องการจัด "โซนนิ่ง" (zoning) ของสถานบริการในกรุงเทพฯ การกำหนดโซนนิ่งของสถานบริการ ถูกเขียนไว้ใน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 โดยในมาตรา 5 ให้อำนาจ รมว.มหาดไทย สามารถกำหนดเขตพื้นที่เพื่ออนุญาต หรืองดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ และใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็มีกฎหมายลูกคือ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2545 ที่บอกว่า บริเวณไหนของกรุงเทพฯ ที่สามารถตั้งสถานบริการได้ตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ 3 พื้นที่หลักคือ
1. ย่านพัฒน์พงษ์ (ถนนสุรวงศ์ สีลม พระรามที่ 4)
2. ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ - มักกะสัน
3. ย่านถนนรัชดาภิเษก
นายปารเมศ กล่าวอีกว่า ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการทำธุรกิจ ‘คล้ายสถานบริการ’ นอกพื้นที่ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ร้านอาหารกึ่งผับ’ ขึ้นมา จดทะเบียนเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ มีดนตรีสด ห้ามเต้น และอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ และ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ
ความแตกต่างด้านความปลอดภัยที่สำคัญเมื่ออิงตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ คือ ‘สถานบริการ’ จะถูกบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องวัสดุตกแต่งและวัสดุอะคูสติกซับเสียงภายในที่ต้องเป็นชนิดทนไฟหรือไม่ลามไฟ รวมถึงต้องมีระบบระบายควัน สปริงเกอร์ และขนาดทางหนีไฟที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บริการอย่างรัดกุม
นายปารเมศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะที่ "ร้านอาหารกึ่งผับ" จะอยู่ภายใต้มาตรฐานอาคารระดับร้านอาหารทั่วไป ไม่ได้มีข้อบังคับเรื่องวัสดุซับเสียง เมื่อผู้ประกอบการนำโฟมซับเสียงราคาถูกกว่ามาติดตั้งเพื่อเล่นดนตรีสด จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วได้
นายปารเมศ กล่าวว่า ในฐานะเคยทำหน้าที่รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาว่า ได้นำเสนอและเรียกร้องให้ที่ประชุมทบทวนแก้ไขระเบียบเรื่องโซนนิ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีร้านเหล้า ผับ บาร์ กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในหัวเมืองใหญ่ แต่ด้วยกฎหมายโซนนิ่งที่ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถขอใบอนุญาตเป็น ‘สถานบริการ’ อย่างถูกต้องได้
“สิ่งที่เราพบเห็นจนชินตาคือ การหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยร้านเหล้า ผับ บาร์ ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนเป็น ‘สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ’ หรือจดเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์แทน ซึ่งช่องโหว่นี้ทำให้ร้านเหล่านี้ หลุดพ้นจากการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด และมีบทลงโทษทางกฎหมายที่เบากว่าสถานบริการที่แท้จริงมาก ซึ่งในหลายกรณีต่อให้ผู้ประกอบการอยากจดให้ถูกต้องก็ทำไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในโซนนิ่งที่กฎหมายกำหนด” นายปารเมศ กล่าว
การแก้ไขเรื่องโซนนิ่งให้สอดคล้องกับความจริง จึงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ แต่คือการดึงร้านเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าไปตรวจสอบ กำกับดูแล และบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยทางสถาปัตยกรรมขั้นสูงสุดได้อย่างแท้จริงเพื่อป้องกันการสูญเสียแบบที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการฯ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น จากเดิมเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดโซนนิ่ง ให้เป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในกรณีของกรุงเทพฯ นั้น หากแก้กฎหมายสำเร็จ ผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถกำหนดโซนนิ่งเองได้
“ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียง เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรุงเทพมหานคร เร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้” นายปารเมศ กล่าว
โดยเขาเสนอแนวทางเร่งด่วนลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการ ร้านอาหาร ผับ และบาร์ ที่อาจไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยโดยด่วน โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ
1. ทางเข้า-ออก และทางหนีไฟ ต้องมีขนาดกว้างเพียงพอ ป้ายไฟบอกทางชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหรือถูกล็อกไว้
2. อุปกรณ์และระบบดับเพลิง ถังดับเพลิง สปริงเกอร์ และระบบสัญญาณเตือนภัย ต้องได้รับการตรวจสอบว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจริง 100%
3. ใบอนุญาตและการดัดแปลงอาคาร ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับร้านที่ลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต หรือมีการดัดแปลงโครงสร้างและใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย
“ชีวิตของทั้งผู้ใช้บริการและพนักงาน มีค่าเกินกว่าจะนำมาแขวนไว้กับความหละหลวมของสถานประกอบการ หรือความล้าหลังของกฎหมาย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ จะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างโปร่งใส และสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยทั้งในทางปฏิบัติและทางกฎหมายได้อย่างแท้จริงครับ” นายปารเมศ กล่าว


