วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2569

Login
Login

หลังเวที IMF–World Bank 2026 ใครจ่ายต้นทุน เมื่อไทยปรับตัวช้า

หลังการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม คำถามสำหรับไทยคือ

จะทำอย่างไรให้ธุรกิจลงทุนแล้วแข่งขันได้ คนทำงานมีโอกาสเติบโต  และประชาชนตรวจสอบได้ว่าเงินพัฒนาประเทศสร้างประโยชน์ถึงใคร

ข้อค้นพบเรื่องธรรมาภิบาลในรายงานเศรษฐกิจไทย เวทีสนทนาเรื่อง AI และงานศึกษาธนาคารโลกด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นฐานข้อมูลคนละส่วนที่นำมาวิเคราะห์ร่วมกันได้

บทความนี้จัดลำดับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างห้าด้านตามวงผลกระทบ ความเสียหายสะสม และความยากในการฟื้นความสามารถแข่งขันในช่วง 3–5 ปี เป็นการประเมินของผู้เขียน ไม่ใช่อันดับที่ IMF หรือธนาคารโลกประกาศ ทั้งนี้ ราคาพลังงาน การค้า หรือภัยภูมิอากาศอาจเปลี่ยนลำดับเร่งด่วนของแต่ละกิจการ

อันดับแรก : คอร์รัปชันและระบบความรับผิดชอบที่อ่อนแอ สร้างต้นทุนครอบคลุมที่สุดในกรอบนี้ 

เพราะกระทบตั้งแต่การเข้าแข่งขัน การอนุญาต การจัดซื้อ ไปจนถึงความเชื่อมั่นว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

งานศึกษา IMF เรื่องเศรษฐกิจไทยที่เผยแพร่ต้นปี 2569 เสนอให้ลดคอร์รัปชันและยกระดับหลักนิติธรรม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้และเอื้อต่อการย้ายแรงงานไปสู่งานที่มีผลิตภาพสูงขึ้น 

กลไกที่ควรตระหนักคือ หากความสำเร็จขึ้นกับความสัมพันธ์มากกว่าคุณภาพ ธุรกิจย่อมมีแรงจูงใจลงทุนกับการเข้าถึงอำนาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้เล่นใหม่อาจไม่เห็นความคุ้มค่าของการพัฒนาสินค้า

ประเด็นอ่อนไหวที่ต้องตรวจสอบคือ ใครได้ประโยชน์จากดุลพินิจ ความล่าช้า หรือเงื่อนไขที่ทำให้คู่แข่งเข้าสู่ตลาดยาก

อุปสรรคการแข่งขันแต่ละแบบต้องตรวจตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย ไม่ควรเหมารวมว่าความได้เปรียบทุกอย่างเป็นการทุจริต แต่กติกาที่ลดการแข่งขันก็ต้องมีคำอธิบายว่าจำเป็นและคุ้มค่าต่อสังคมอย่างไร

การเปิดข้อมูลจึงควรเชื่อมไปถึงผู้รับผิดชอบ ผลงาน และการแก้ไขเมื่อผิดพลาด เช่น สัญญาจัดซื้อ การแก้สัญญา การส่งมอบ และผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมคุ้มครองผู้ร้องเรียน การตรวจสอบต้องครอบคลุมทั้งผู้ใช้อำนาจและผู้เสนอผลประโยชน์เพื่อให้ได้เปรียบ

อันดับสอง : ผลิตภาพและทักษะที่ปรับช้า ทำให้กิจการเสียความสามารถแข่งขันต่อเนื่อง

เวที Small AI ในการประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ AI ในงานจริง โดยมีเงื่อนไขเรื่องไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความพร้อมของคน และความปลอดภัย

สำหรับบริษัทไทย การลงทุนควรเริ่มจากปัญหาที่วัดได้ เช่น งานซ้ำ ความผิดพลาด สต็อก หรือเวลาบริการลูกค้า แล้วตรวจว่าคุณภาพดีขึ้นและต้นทุนรวมลดลงเพียงใด ค่าเครื่องมือ การฝึก และการตรวจผลลัพธ์ต้องอยู่ในบัญชีเดียวกัน

มุมที่มักถูกมองข้ามคือเส้นทางเติบโตของแรงงาน หากบริษัทลดงานเริ่มต้นที่ใช้ฝึกคนใหม่โดยไม่มีงานทดแทน จะสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นถัดไปอย่างไร

และหากพนักงานต้องฝึกนอกเวลาหรือเสียรายได้ระหว่างเรียน ใครจะเข้าถึงโอกาสนั้นได้จริง กิจการควรวางทั้งงานหลังใช้ AI เวลาฝึก และหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนเมื่อความสามารถสูงขึ้น 

อันดับสาม : เงินทุนและสภาพคล่องที่เข้าไม่ถึง ทำให้ธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตลงทุนต่อไม่ได้

IMF เสนอให้ไทยจัดการหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบและสนับสนุน SME โดยรักษาธรรมาภิบาลและระวังปัญหาแรงจูงใจ 

โจทย์จึงครอบคลุมทั้งความสามารถชำระหนี้และวิธีประเมินกิจการ ผู้ประกอบการบางรายอาจมีคำสั่งซื้อแต่ขาดเงินระหว่างรอรับชำระ การประเมินสินเชื่อควรใช้ข้อมูลกระแสเงินสดและคุณภาพสัญญาประกอบ พร้อมตรวจความเสี่ยงจริง

มิฉะนั้น เงินสนับสนุนเทคโนโลยีหรือทักษะอาจไปถึงเฉพาะกิจการที่มีเงินพร้อมอยู่แล้ว 

ภาคธุรกิจขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐมีส่วนช่วยได้ผ่านเงื่อนไขชำระเงินที่ชัดเจนและการจ่ายตรงเวลา ส่วนมาตรการช่วยเหลือต้องติดตามว่าเงินทำให้กิจการมีความสามารถหารายได้และอยู่รอดอย่างไร

อันดับสี่ : ภัยการเงินดิจิทัลบั่นทอนความเชื่อมั่นและเพิ่มต้นทุนการทำธุรกิจ

สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในการประชุมคือ ธปท. ร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลกประกาศ Bangkok Blueprint เพื่อวางกรอบรับมือภัยการเงินดิจิทัล ครอบคลุมความรับผิดชอบ การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยา

สำหรับกิจการ ความเสี่ยงอาจมาจากคำสั่งชำระเงินปลอม การยึดบัญชี หรือข้อมูลคู่ค้าที่ไม่น่าเชื่อถือ การยืนยันรายการสำคัญและการแบ่งหน้าที่อนุมัติจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน

อีกด้านที่สังคมควรใส่ใจคือ มาตรการสกัดเงินผิดกฎหมายต้องมีวิธีแก้ไขผลกระทบต่อผู้สุจริตอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการควรทราบขั้นตอน เหตุผลที่เปิดเผยได้ และช่องทางทบทวนเมื่อได้รับผลกระทบ ความปลอดภัยกับการเข้าถึงบริการต้องถูกออกแบบร่วมกัน

อันดับห้า : การสร้างผลงานได้แต่เก็บมูลค่าระยะยาวไม่เป็น จำกัดโอกาสของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ธนาคารโลกจัดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในห้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และเสนอให้พัฒนาระบบบริหารทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การสร้างรายได้ เงินทุน และช่องทางตลาด

คำถามที่ควรถามให้ละเอียดคือ ใครเป็นเจ้าของผลงาน ใครได้รายได้จากการเผยแพร่ซ้ำ การดัดแปลง หรือสินค้าเกี่ยวเนื่อง ค่าจ้างผลิตกับค่าลิขสิทธิ์ควรแยกกัน เพื่อเห็นรายได้และความเสี่ยงของแต่ละฝ่ายชัดเจน

สำหรับผู้สร้างรายเล็ก ทักษะเจรจาสัญญา บริหารสิทธิ และเข้าถึงผู้ซื้อมีความสำคัญควบคู่ฝีมือผลิต ผลงานที่ได้รับความนิยมควรถูกติดตามต่อด้วยรายได้ที่เก็บได้จริงและความสามารถสร้างงานชิ้นถัดไป

อันดับห้าในที่นี้หมายถึงวงผลกระทบรวมที่แคบกว่าประเด็นก่อนหน้า สำหรับกิจการสร้างสรรค์ เรื่องสิทธิอาจเป็นเงื่อนไขความอยู่รอดโดยตรง

เมื่อเทียบกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566–2570 ทั้งห้าด้านเชื่อมกับหมุดหมาย SME ความคุ้มครองทางสังคม กำลังคน และภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

อุปสรรคหลักในกรอบวิเคราะห์นี้คือระบบที่ยังทำให้ผู้ตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ได้ไม่เพียงพอ เพราะข้อจำกัดนี้ทำให้การแก้ปัญหาด้านอื่นเดินหน้าได้ยาก

ในระยะหกเดือน รัฐควรเผยผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ เช่น เวลารออนุญาต การชำระเงินแก่ผู้ส่งมอบ งานและรายได้หลังฝึกทักษะ ตลอดจนประโยชน์จากโครงการที่ได้รับการสนับสนุน

ก่อนให้สิทธิประโยชน์โครงการใหม่ ควรประเมินภาระการคลัง การใช้ทรัพยากร และความเสี่ยงต่อชุมชนควบคู่รายได้และทักษะที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

สำหรับธุรกิจ ควรเริ่มจากตรวจต้นทุนที่ทำให้แข่งขันยาก ทดลองเทคโนโลยีในงานที่วัดผลได้ วางแผนเงินสด และตรวจสิทธิในสินทรัพย์สำคัญ การเติบโตที่ยั่งยืนต้องทำให้คนตัวเล็กมีทางเข้าแข่งขัน และทำให้คนที่รับต้นทุนการเปลี่ยนผ่านมีโอกาสได้รับประโยชน์ด้วย

เมื่อไทยพูดถึงเศรษฐกิจใหม่ คำถามที่ควรอยู่บนโต๊ะตัดสินใจทุกครั้งคือ ใครได้โอกาส ใครรับความเสี่ยง และใครต้องตอบ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่สัญญาไว้.

แหล่งข้อมูลประกอบการอ้างอิง