สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามรักษางานเดิมเอาไว้ตลอดไป แต่คือการพัฒนาตัวเองให้สามารถทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้นกว่าเดิม
ในโลกการทำงาน เรามักให้ความสำคัญกับจำนวนปีของประสบการณ์ เพราะเชื่อกันว่าคนที่ทำงานมานานย่อมมีความสามารถมากกว่าคนที่เพิ่งเริ่มต้น
แต่เมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างรวดเร็ว ความเชื่อนี้กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก เพราะประสบการณ์ที่เคยมีคุณค่าในอดีตอาจไม่ได้มีคุณค่าเท่าเดิมในวันนี้ และคนที่เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานบางประเภท อาจพบว่างานที่ตนเองทำมาทั้งชีวิตสามารถถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
ผมมีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ของธนาคารแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานที่น่าสนใจมาก
ในอดีตเมื่อธนาคารต้องการทำโฆษณาสักชิ้นหนึ่ง ก็ต้องเริ่มจากการประชุมเพื่อกำหนดแนวคิด จากนั้นจึงเชิญเอเจนซีมารับโจทย์ รอให้ทีมงานกลับไปคิดเนื้อหา เขียนบท จัดทำ Storyboard และนำกลับมาเสนอให้พิจารณา ก่อนจะปรับแก้กันอีกหลายรอบจนกว่าจะได้ผลงานที่ต้องการ กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลานานถึง 2-3 เดือน และมีค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย
แต่วันนี้วิธีการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทีมประชาสัมพันธ์สามารถนำแนวคิดที่มีอยู่ไปใช้ AI ช่วยพัฒนาเป็นเรื่องราว เขียนบทโฆษณา สร้างภาพประกอบ และจัดทำตัวอย่างให้เห็นได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการผลิตจริง เมื่อได้แนวทางที่ต้องการแล้วจึงเชิญเอเจนซีเข้ามารับงานผลิตต่อ ทำให้บางโครงการสามารถลดระยะเวลาจากหลายเดือนเหลือเพียง 1-2 สัปดาห์ และลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมาก
ที่สำคัญคือผู้ว่าจ้างไม่ได้เป็นเพียงคนรอรับข้อเสนอจากเอเจนซีอีกต่อไป แต่สามารถกำหนดทิศทางและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเองได้มากขึ้น
ลองคิดดูว่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เคยทำหน้าที่เหล่านี้ หากยังคงทำงานด้วยวิธีการเดิมโดยไม่เรียนรู้เครื่องมือใหม่ ในอดีตเอเจนซีอาจมีความได้เปรียบเพราะมีบุคลากรและเครื่องมือที่ลูกค้าไม่มี แต่วันนี้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเครื่องมือเดียวกัน และบางครั้งอาจใช้เทคโนโลยีได้คล่องแคล่วกว่าผู้ให้บริการเสียอีก หากคนที่เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มเติมจากสิ่งที่ลูกค้าทำเองได้ คำถามก็คือเหตุใดลูกค้าจึงต้องจ่ายเงินจ้างงานเหล่านั้นในราคาเดิมต่อไป
ตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าอาชีพด้านโฆษณาหรือการตลาดกำลังจะหมดไป แต่หมายความว่าความสามารถที่ตลาดต้องการกำลังเปลี่ยนแปลง คนที่เคยมีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่งอาจถูกแทนที่ได้ง่ายขึ้น ขณะที่คนที่เข้าใจธุรกิจ เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถสร้างแนวคิดใหม่ และรู้จักใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จะยิ่งกลายเป็นคนที่องค์กรต้องการมากขึ้น
เทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำลายคุณค่าของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่กำลังทำให้ความแตกต่างระหว่างคนที่พัฒนาตัวเองกับคนที่หยุดเรียนรู้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ในอดีตเราก็เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือแพร่หลาย งานส่งจดหมายแบบเดิมลดความสำคัญลงอย่างมาก แต่ความต้องการขนส่งสินค้าและพัสดุกลับเติบโตขึ้นตามธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
องค์กรที่สามารถปรับตัวจากการส่งจดหมายมาสู่การให้บริการโลจิสติกส์จึงยังมีโอกาสเติบโตต่อไป ขณะที่องค์กรหรือคนทำงานที่ยึดติดกับรูปแบบธุรกิจเดิมโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ย่อมเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าเดิม
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าอาชีพอาจเปลี่ยนแปลงหรือหายไป แต่ความสามารถของคนสามารถพัฒนาและนำไปใช้ในงานใหม่ได้เสมอ หากเรามีความพร้อมที่จะเรียนรู้
คนที่เคยทำงานด้านเอกสารอาจพัฒนาตัวเองไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูล คนที่เคยทำงานบริการลูกค้าอาจเรียนรู้การบริหารระบบ AI Call Center หรือคนที่เคยทำงานด้านการตลาดอาจพัฒนาความสามารถไปสู่การออกแบบกลยุทธ์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ
สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามรักษางานเดิมเอาไว้ตลอดไป แต่คือการพัฒนาตัวเองให้สามารถทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้นกว่าเดิม





