วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปิดยุทธศาสตร์ 'สู้ไม่ถอย' ของ กทม. รับมือวิกฤติน้ำท่วมเมืองหลวง

ท่ามกลางกระแสความกังวลว่ากรุงเทพฯ อาจต้องเผชิญกับชะตากรรมการจมอยู่ใต้น้ำในอนาคต สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า "สู้" เพื่อรักษาเมืองหลวง โดยเปิดเผยรายละเอียดแผนบริหารจัดการน้ำที่ซับซ้อน ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศล่วงหน้าแม่นยำสูง และการเร่งสร้าง "อุโมงค์ยักษ์" เพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ

ดร.เกศรัชฎา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง"Engineering Smart & Sustainable Water Systems for Future: ระบบน้ำอัจฉริยะและยั่งยืนแห่งอนาคต" ว่าแนวทางการทำงานคือการสู้เพื่อรักษาพื้นที่เดิมไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นภารกิจที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2520 แม้ความท้าทายจะเพิ่มขึ้นจากสภาพภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะเป็น "แผ่นกระทะ" พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 1.5 เมตร และบางจุดที่เป็นย่านเศรษฐกิจหนาแน่นอย่างรามคำแหงและศรีนครินทร์ มีระดับพื้นดินต่ำกว่าระดับน้ำทะเลด้วยซ้ำ

เปิดยุทธศาสตร์ 'สู้ไม่ถอย' ของ กทม. รับมือวิกฤติน้ำท่วมเมืองหลวง

เปิดยุทธศาสตร์ 'สู้ไม่ถอย' ของ กทม. รับมือวิกฤติน้ำท่วมเมืองหลวง

ยุทธศาสตร์รับมือ "3 น้ำ" และการจัดโซนนิ่ง 

กทม. วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงออกเป็น "3 น้ำ" หลัก คือ น้ำฝนที่ตกในพื้นที่ น้ำเหนือที่หลากลงจากแม่น้ำเจ้าพระยา และ น้ำหนุนจากอ่าวไทย เพื่อรับมือกับปัจจัยเหล่านี้ จึงมีการแบ่ง

พื้นที่รับผิดชอบ 1,500 ตารางกิโลเมตร ออกเป็น 3 ส่วนหลัก

  • พื้นที่ฝั่งตะวันตก (450 ตร.กม.): ดูแลพื้นที่ฝั่งธนบุรีทั้งหมด
  • พื้นที่ชั้นใน (650 ตร.กม.): โซนไข่แดงที่ได้รับการป้องกันสูงสุดภายในแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ
  • พื้นที่ฝั่งตะวันออก (468 ตร.กม.): ทำหน้าที่เป็นทางผ่านน้ำ (Floodway) เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล

กำแพงป้องกันเมืองและอุโมงค์ยักษ์

โครงสร้างพื้นฐานถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยปัจจุบัน กทม. มีคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีระดับความสูงลดหลั่นตามความเสี่ยง ตั้งแต่ 3.5 เมตรในตอนบน จนถึง 2.8 เมตรในพื้นที่ตอนล่าง ควบคู่ไปกับแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริที่ยาวถึง 72 กิโลเมตร

ในส่วนของการระบายน้ำออกจากพื้นที่ปิดล้อม กทม. ใช้ระบบประสานงานระหว่างสถานีสูบน้ำ 200 แห่ง ประตูระบายน้ำ 243 แห่ง และ "อุโมงค์ยักษ์" ซึ่งตามแผนจะมีทั้งหมด 13 แห่ง ปัจจุบันเปิดใช้งานแล้ว 5 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 6 แห่ง อุโมงค์เหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 3-5 เมตร ทำหน้าที่รับน้ำจากคลองสายหลักพุ่งตรงลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างรวดเร็ว

เปิดยุทธศาสตร์ 'สู้ไม่ถอย' ของ กทม. รับมือวิกฤติน้ำท่วมเมืองหลวง

ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 3 ชั่วโมง

จุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานในปัจจุบันคือการใช้เทคโนโลยี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาระบบพยากรณ์อากาศล่วงหน้าที่สามารถบอกสถานการณ์ล่วงหน้าได้ถึง 3 ชั่วโมง ด้วยความแม่นยำกว่า 80%

ข้อมูลทั้งหมดจากเรดาร์หนองจอกและหนองแขม รวมถึงเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำในคลองและบนถนน จะถูกส่งไปยัง ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร ณ อาคารดินแดง ศูนย์แห่งนี้เป็น "วอร์รูม" หลักที่รวบรวมผังน้ำแบบเรียลไทม์ หากระดับน้ำเริ่มเข้าสู่ขีดอันตราย (แสดงเป็นสีเหลืองหรือสีแดง) ผู้บริหารจะสามารถสั่งการเปิดเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงเพื่อ "ดันน้ำ" ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ทันทีแม้ในช่วงน้ำทะเลหนุน

เปิดยุทธศาสตร์ 'สู้ไม่ถอย' ของ กทม. รับมือวิกฤติน้ำท่วมเมืองหลวง

ภารกิจกู้คืนชายฝั่งบางขุนเทียน

นอกจากการสู้กับน้ำจืดแล้ว กทม. ยังต้องสู้กับน้ำเค็มที่กัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน ซึ่งสูญเสียผืนดินไปแล้วกว่า 1 กิโลเมตร และยังมีอัตราการกัดเซาะถึงปีละ 7 เมตร จากเดิมที่ใช้ไม้ไผ่เป็นแนวกันชนชั่วคราว กทม. ได้ยกระดับเป็นมาตรการถาวรด้วยการก่อสร้าง แนวคันหินป้องกันการกัดเซาะยาว 4.7 กิโลเมตร ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 เพื่อปกป้องพื้นที่ชายทะเลแห่งเดียวของกรุงเทพฯ ไม่ให้หายไปจากแผนที่

แผนการทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น แต่เป็นการใช้ทั้งโครงสร้างทางวิศวกรรมแบบดั้งเดิม ผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อยืนหยัดสู้และพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่อยู่รอดได้แม้ในวันที่ความเสี่ยงจากน้ำมีมากขึ้นทุกปี

เปิดยุทธศาสตร์ 'สู้ไม่ถอย' ของ กทม. รับมือวิกฤติน้ำท่วมเมืองหลวง

เปิดยุทธศาสตร์ 'สู้ไม่ถอย' ของ กทม. รับมือวิกฤติน้ำท่วมเมืองหลวง