ท่ามกลางกระแสความกังวลว่ากรุงเทพฯ อาจต้องเผชิญกับชะตากรรมการจมอยู่ใต้น้ำในอนาคต สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า "สู้" เพื่อรักษาเมืองหลวง โดยเปิดเผยรายละเอียดแผนบริหารจัดการน้ำที่ซับซ้อน ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศล่วงหน้าแม่นยำสูง และการเร่งสร้าง "อุโมงค์ยักษ์" เพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ
ดร.เกศรัชฎา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง"Engineering Smart & Sustainable Water Systems for Future: ระบบน้ำอัจฉริยะและยั่งยืนแห่งอนาคต" ว่าแนวทางการทำงานคือการสู้เพื่อรักษาพื้นที่เดิมไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นภารกิจที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2520 แม้ความท้าทายจะเพิ่มขึ้นจากสภาพภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะเป็น "แผ่นกระทะ" พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 1.5 เมตร และบางจุดที่เป็นย่านเศรษฐกิจหนาแน่นอย่างรามคำแหงและศรีนครินทร์ มีระดับพื้นดินต่ำกว่าระดับน้ำทะเลด้วยซ้ำ
ยุทธศาสตร์รับมือ "3 น้ำ" และการจัดโซนนิ่ง
กทม. วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงออกเป็น "3 น้ำ" หลัก คือ น้ำฝนที่ตกในพื้นที่ น้ำเหนือที่หลากลงจากแม่น้ำเจ้าพระยา และ น้ำหนุนจากอ่าวไทย เพื่อรับมือกับปัจจัยเหล่านี้ จึงมีการแบ่ง
พื้นที่รับผิดชอบ 1,500 ตารางกิโลเมตร ออกเป็น 3 ส่วนหลัก
- พื้นที่ฝั่งตะวันตก (450 ตร.กม.): ดูแลพื้นที่ฝั่งธนบุรีทั้งหมด
- พื้นที่ชั้นใน (650 ตร.กม.): โซนไข่แดงที่ได้รับการป้องกันสูงสุดภายในแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ
- พื้นที่ฝั่งตะวันออก (468 ตร.กม.): ทำหน้าที่เป็นทางผ่านน้ำ (Floodway) เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล
กำแพงป้องกันเมืองและอุโมงค์ยักษ์
โครงสร้างพื้นฐานถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยปัจจุบัน กทม. มีคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีระดับความสูงลดหลั่นตามความเสี่ยง ตั้งแต่ 3.5 เมตรในตอนบน จนถึง 2.8 เมตรในพื้นที่ตอนล่าง ควบคู่ไปกับแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริที่ยาวถึง 72 กิโลเมตร
ในส่วนของการระบายน้ำออกจากพื้นที่ปิดล้อม กทม. ใช้ระบบประสานงานระหว่างสถานีสูบน้ำ 200 แห่ง ประตูระบายน้ำ 243 แห่ง และ "อุโมงค์ยักษ์" ซึ่งตามแผนจะมีทั้งหมด 13 แห่ง ปัจจุบันเปิดใช้งานแล้ว 5 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 6 แห่ง อุโมงค์เหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 3-5 เมตร ทำหน้าที่รับน้ำจากคลองสายหลักพุ่งตรงลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างรวดเร็ว
ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 3 ชั่วโมง
จุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานในปัจจุบันคือการใช้เทคโนโลยี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาระบบพยากรณ์อากาศล่วงหน้าที่สามารถบอกสถานการณ์ล่วงหน้าได้ถึง 3 ชั่วโมง ด้วยความแม่นยำกว่า 80%
ข้อมูลทั้งหมดจากเรดาร์หนองจอกและหนองแขม รวมถึงเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำในคลองและบนถนน จะถูกส่งไปยัง ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร ณ อาคารดินแดง ศูนย์แห่งนี้เป็น "วอร์รูม" หลักที่รวบรวมผังน้ำแบบเรียลไทม์ หากระดับน้ำเริ่มเข้าสู่ขีดอันตราย (แสดงเป็นสีเหลืองหรือสีแดง) ผู้บริหารจะสามารถสั่งการเปิดเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงเพื่อ "ดันน้ำ" ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ทันทีแม้ในช่วงน้ำทะเลหนุน
ภารกิจกู้คืนชายฝั่งบางขุนเทียน
นอกจากการสู้กับน้ำจืดแล้ว กทม. ยังต้องสู้กับน้ำเค็มที่กัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน ซึ่งสูญเสียผืนดินไปแล้วกว่า 1 กิโลเมตร และยังมีอัตราการกัดเซาะถึงปีละ 7 เมตร จากเดิมที่ใช้ไม้ไผ่เป็นแนวกันชนชั่วคราว กทม. ได้ยกระดับเป็นมาตรการถาวรด้วยการก่อสร้าง แนวคันหินป้องกันการกัดเซาะยาว 4.7 กิโลเมตร ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 เพื่อปกป้องพื้นที่ชายทะเลแห่งเดียวของกรุงเทพฯ ไม่ให้หายไปจากแผนที่
แผนการทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น แต่เป็นการใช้ทั้งโครงสร้างทางวิศวกรรมแบบดั้งเดิม ผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อยืนหยัดสู้และพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่อยู่รอดได้แม้ในวันที่ความเสี่ยงจากน้ำมีมากขึ้นทุกปี


