วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

AI ในโรงเรียน

โจทย์ของคนยุคนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ใช้ AI” กับ “ไม่ใช้ AI” เพราะสุดท้ายเราต้องใช้มันแน่นอน

ทุกวันนี้คงไม่มีเทคโนโลยีอะไรถูกพูดถึงมากกว่า AI อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ธนาคาร บริษัทประกัน โรงพยาบาล ร้านค้าปลีก มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่บทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ทุกคนกำลังถามคำถามคล้ายกันว่า AI จะช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

ที่สำคัญ AI ไม่ได้อยู่ในห้องทดลองหรือเป็นเรื่องของคนไอทีอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นเครื่องมือที่คนธรรมดาหยิบขึ้นมาใช้ได้ทุกวัน

แต่ยิ่ง AI ใช้ง่ายขึ้นเท่าไร ผมกลับคิดว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในโลกการศึกษา นั่นคือ ถ้าวันหนึ่ง AI สามารถเขียนเรียงความ ทำรายงาน สรุปหนังสือ วิเคราะห์ข้อมูล และตอบคำถามได้ดีกว่านักศึกษาส่วนใหญ่ แล้วเรายังส่งเด็กไปโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนอะไรกันแน่ คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรต่อต้าน AI ตรงกันข้าม ผมคิดว่าเราไม่มีทางหยุดเด็กจากการใช้ AI ได้ และไม่ควรหยุดด้วย

ผมมีโอกาสคุยกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งถึงเรื่องนี้ และพบว่าเป็นโจทย์ที่คนในวงการศึกษากำลังคิดกันหนัก เพราะวันนี้นักศึกษาไม่ได้มีเพียง ChatGPT ให้เลือกใช้ แต่มีโมเดลและบริการ AI อีกมากมายจากทั้งฝั่งตะวันตกและจีน

ไม่ว่าจะเป็น Gemini, Deepseek, Kimi K3 ฯลฯ เด็กสามารถโยนโจทย์เข้าไปไม่กี่บรรทัด แล้วได้บทความที่มีโครงสร้างดี ภาษาเรียบร้อย มีเหตุมีผล และบางครั้งดูดีกว่าสิ่งที่ตัวเองจะใช้เวลาหลายชั่วโมงเขียนเสียอีก ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า “AI เก่งหรือไม่” เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้วว่าเก่ง แต่คือเมื่อ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ เด็กควรเหลืออะไรไว้ทำด้วยตัวเอง

ผมนึกถึงเรื่องง่าย ๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันสะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง และถ้าถามว่าอร่อยไหม หลายยี่ห้อก็อร่อยทีเดียว แต่เราคงไม่สรุปเพราะเหตุนี้ว่าราเมนที่เชฟต้มกระดูกเป็นสิบชั่วโมง ก๋วยเตี๋ยวร้านเก่าที่ปรุงน้ำซุปมาหลายสิบปี หรืออาหารที่แม่ทำให้ลูกกิน ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะอาหารไม่ได้มีเพียงเรื่องของการทำให้อิ่ม มันยังมีรสชาติ ฝีมือ ความทรงจำ วัฒนธรรม และตัวตนของคนที่ทำอยู่ในนั้นด้วย

งานเขียนก็เช่นเดียวกัน วันนี้ AI สามารถสร้างบทความที่ “ถูกต้อง” และ “สละสลวย” ได้อย่างน่าทึ่ง แต่สิ่งที่ผมเริ่มสังเกตคือ เมื่อทุกคนใช้เครื่องมือคล้ายกัน งานจำนวนมากก็เริ่มมีความคล้ายกัน ประโยคเรียบร้อย โครงสร้างสมบูรณ์ เหตุผลเป็นระบบ แต่บางครั้งอ่านจนจบแล้วกลับไม่รู้ว่าคนเขียนเป็นใคร เพราะเราไม่เห็นความลังเล ความสงสัย ประสบการณ์ วิธีมองโลก หรือแม้แต่ความไม่สมบูรณ์แบบที่ทำให้คนคนหนึ่งแตกต่างจากอีกคนหนึ่ง

ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้เรื่อง AI ในการศึกษาซับซ้อนกว่าคำถามว่า “ควรให้เด็กใช้หรือไม่” เพราะการห้ามคงเป็นไปไม่ได้ เหมือนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเราคงห้ามนักศึกษาใช้อินเทอร์เน็ตหรือ Google ไม่ได้ วันนี้ถ้าเด็กค้นข้อมูลไม่เป็น ใช้เครื่องมือดิจิทัลไม่เป็น หรือไม่รู้จักใช้ AI เขาก็อาจเสียเปรียบในโลกการทำงาน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเราให้เขาใช้ AI ทำทุกอย่างตั้งแต่ก่อนที่จะคิดเองเป็น เราอาจกำลังทำให้เครื่องมือที่ควรเพิ่มความสามารถของมนุษย์ กลายเป็นเครื่องมือที่ค่อย ๆ แทนที่การฝึกความสามารถของมนุษย์เสียเอง

ลองนึกถึง GPS ก่อนมี GPS คนขับรถต้องจำถนน จำจุดสังเกต รู้ว่าทิศไหนเหนือทิศไหนใต้ และเมื่อหลงทางก็ต้องพยายามสร้างแผนที่ในหัว แต่วันนี้หลายคนขับรถเส้นทางเดิมมาหลายครั้ง หากโทรศัพท์ดับกลับไปไม่ถูก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่ได้ “เดินทาง” ในความหมายเดิม เราเพียงทำตามคำสั่งว่าอีก 300 เมตรเลี้ยวซ้าย แล้วอีก 500 เมตรเลี้ยวขวาเท่านั้น

GPS ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ดี ผมเองก็ใช้ และมันช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมหาศาล ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความสะดวกทำให้เราเลิกใช้ความสามารถบางอย่างโดยไม่รู้ตัว AI ก็อาจกำลังสร้างปรากฏการณ์แบบเดียวกันกับการอ่าน การเขียน การจำ การวิเคราะห์ และการเรียบเรียงความคิด เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่เรากำลัง outsource ออกไป ไม่ใช่แค่การจำเส้นทาง แต่เป็นกระบวนการคิดบางส่วนของเราเอง

และนี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าน่ากังวลกว่าการถามว่าเด็กใช้ AI มากเกินไปหรือไม่ เพราะเทคโนโลยีทุกชนิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ใช้แรงน้อยลง ใช้เวลาน้อยลง และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น เราสร้างรถเพราะไม่อยากเดินไกล สร้างเครื่องคิดเลขเพราะไม่อยากคำนวณทุกอย่างด้วยมือ และสร้าง Search Engine เพราะไม่อยากเปิดหนังสือทีละเล่ม สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์ก้าวหน้า เพราะเราเอาแรงและเวลาที่เหลือไปทำสิ่งที่ยากกว่าเดิมได้

แต่ AI แตกต่างจากเครื่องมือหลายอย่างตรงที่มันไม่ได้เข้ามาช่วยเพียง “แรงกาย” หรือ “ความเร็ว” มันเริ่มเข้ามาช่วยในพื้นที่ที่เราเคยถือว่าเป็นแก่นของความเป็นมนุษย์ ทั้งการเขียน การสรุป การตีความ การให้เหตุผล และแม้แต่การสร้างความคิด ถ้าเราใช้มันเพื่อขยายความสามารถของตัวเอง นั่นอาจเป็นพัฒนาการครั้งใหญ่มาก แต่ถ้าเราใช้มันเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการคิดทุกครั้งที่รู้สึกว่ายาก ผลลัพธ์อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

ผมจึงคิดว่าโจทย์ของยุคนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ใช้ AI” กับ “ไม่ใช้ AI” เพราะสุดท้ายเราต้องใช้มันแน่นอน โจทย์ที่ยากกว่าคือ เราจะใช้มันตรงไหน ใช้เมื่อไร และมีอะไรบ้างที่เรายังจำเป็นต้องลงมือคิดเอง แม้จะช้ากว่า เหนื่อยกว่า และผลงานอาจไม่สวยเท่าที่ AI ทำให้ก็ตาม ติดตามตอนต่อไปครับ