กระแสการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งความกังวลให้สังคมถึงปัญหาการใช้ไฟฟ้าและน้ำที่อาจสร้างภาระให้ประชาชน
ซึ่งปี 2568 มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 26 โครงการ มูลค่าการลงทุน 498,716 ล้านบาท และในปี 2569 มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่าการลงทุน 62,044 ล้านบาท
โดยส่วนหนึ่งที่ทำให้ Data Center เข้ามาลงทุนในไทยมากเกิดจากหลายประเทศเข้มงวดการตั้งเงื่อนไขการลงทุน เช่น การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าประชาชน
Data Center เป็นกิจการที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยการปล่อยให้การลงทุนขยายตัวโดยไม่มีกรอบกำกับดูแลที่รัดกุมเพียงพอ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำของประเทศระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของนักลงทุนอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งหน่วยงานด้านพลังงานต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น
ท่าทีล่าสุดของรัฐบาลที่ประกาศจะคุมเข้มการลงทุน Data Center จึงเป็นก้าวที่ถูกทิศทาง โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้วางเกณฑ์คัดกรองใน 4 มิติ พร้อมกำหนดให้ผู้ลงทุนวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าในอัตรา 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยคัดกรองผู้ลงทุนที่มีความตั้งใจจริง และป้องกันปัญหาการกักตุนโควตาไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นจากผู้เล่นที่ขอสิทธิไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีแผนดำเนินการที่ชัดเจน
Power & Water Map เป็นความพยายามของภาครัฐในการวางผังกระจายการลงทุน Data Center ออกไปยังพื้นที่นอกเขต EEC เพื่อลดแรงกดดันที่กระจุกตัวอยู่ในบางจังหวัด พร้อมกับแนวคิดที่จะเสนอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการ Data Center ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาคอขวดของระบบสายส่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ในปัจจุบัน
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะปรับปรุงเกณฑ์ใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการ Data Center มีสถานะเทียบเท่าผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม พร้อมทั้งวางเกณฑ์โซนนิ่งพื้นที่การลงทุนให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งความท้าทายของภาครัฐไม่ที่การ “ห้าม” การลงทุน Data Center แต่อยู่ที่การ “จัดระเบียบ” ให้การลงทุนเติบโตสอดคล้องขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ


