วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

จับตา 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' กระจุกหรือกระจายรายได้

น่าจับตามองอย่างยิ่ง นโยบาย ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ในช่วงไฮ ซีซั่น (High Season) ที่จะถึงนี้ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลักดันอย่างเร่งด่วน

เนื่องจากโครงการนี้ จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 4,000 ล้านบาท ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะช่วยเยียวยาธุรกิจขนาดเล็กในเมืองท่องเที่ยวรอง ที่ความเป็นจริงและบทเรียนที่ผ่านมา อาจไปไม่ถึงเป้าหมายก็เป็นได้ อันท้าทายความสำเร็จอย่างสูง

ทั้งนี้ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยเกี่ยวกับโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ว่า จะเข้ามากระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 และต้นไตรมาส 1 ปี 2570 โดยภาครัฐจะสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

สำหรับสิทธิประโยชน์ มีค่าที่พัก รัฐบาลจะสนับสนุน 1 สิทธิ จ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท หากนักท่องเที่ยวพักในราคาที่สูงกว่า 2,000 บาท ต้องจ่ายส่วนต่างที่เหลือเอง ขณะที่หากพักในราคาต่ำกว่า 2,000 บาท รัฐบาลจะจ่ายตามจริง เนื่องจากวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 2,000 บาท

อีกส่วนหนึ่งจะเป็นคูปอง ซึ่งเมืองหลัก มูลค่า 1 สิทธิ จะได้ 1,500 บาท และเมืองรอง 2,000 บาท สำหรับหลักการใช้คูปอง มีคล้ายโครงการคนละครึ่ง คือ รัฐบาลจ่ายครึ่งหนึ่ง และนักท่องเที่ยวจ่ายครึ่งหนึ่ง รวมทั้งโครงการนี้จะขยายประเภทผู้ประกอบการการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

จากเดิมที่คูปองสามารถใช้ได้เฉพาะร้านอาหาร จะขยายให้ใช้ได้ทั้ง ร้านสปา ร้านค้าของที่ระลึก ร้านนวด รวมถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว หรือ Package เช่น การดำน้ำดูปะการัง และการล่องเรือ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำสิทธิไปใช้จ่ายกับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวได้หลากหลายมากขึ้น

“สุรศักดิ์” เปิดเผยด้วยว่า เบื้องต้น ในเฟสนี้โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะให้จำนวน 1 ล้านสิทธิ โดยประชาชน 1 คน สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกิน 5 สิทธิ ส่วนช่วงเวลาลงทะเบียน คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2569 กำหนดเริ่มใช้สิทธิจริง วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2569 จากนั้นจะงดใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นระยะเวลา 1 เดือน ก่อนจะกลับมาเริ่มใช้สิทธิได้อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570

ส่วนความคืบหน้าของโครงการ “สุรศักดิ์” เผยว่า จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า โดยใช้เงินจากพระราชบัญญัติเงินกู้เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วงเงิน 4,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ “สุรศักดิ์” ยังกล่าวถึงมาตรการป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่พักว่า กระทรวงการคลังได้กำหนดอัตราค่าบริการ หรือ Flat Rate (แฟลต เรต) เพื่อป้องกันการขึ้นราคาแล้ว

กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ เคยกำหนดให้ 1 สิทธิ ไม่เกิน 3,000 บาท และจ่ายรวม แต่มีข้อร้องเรียนว่า ผู้ประกอบการบางรายปรับขึ้นราคา จึงต้องมีมาตรการเข้ามาป้องกันปัญหาดังกล่าว

ที่สำคัญ “สุรศักดิ์” กล่าวว่า มาตรการป้องกันการขึ้นราคานี้ เป็นแนวทางที่ดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวถูกขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ ประมาณ 1,000 กว่าราย บุคคลเหล่านี้จะไม่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอีก และมีการดำเนินคดีไปแล้วในบางกรณี ส่วนบุคคลที่อยู่ในระบบและพบการกระทำผิดนั้น ในครั้งที่ผ่านมามีจำนวน 4 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ตัวเลขการทุจริตลดลง

สำหรับมาตรการป้องกันการขึ้นราคาที่พักในครั้งนี้ มี 2 แนวทาง 1.ผู้ประกอบการที่พักที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ จะต้องนำเอกสารยืนยันราคาที่พักในช่วงเวลาที่กำหนดมาใช้ประกอบการลงทะเบียนด้วย เพื่อภาครัฐสามารถตรวจสอบราคาก่อนเข้าร่วมโครงการ

เนื่องจากเมื่อเริ่มใช้ Package จะเข้าสู่ช่วง High Season (ไฮ ซีซั่น) ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางจำนวนมาก ดังนั้น ราคาค่าบริการปีนี้กับปีที่แล้วจะต้องแตกต่างกันไม่มาก ผู้ประกอบการจะต้องนำตัวเลขราคามาแจ้งไว้ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่โครงการเริ่มดำเนินการ

2.หากพบปัญหาขึ้นราคา สามารถแจ้งเรื่องได้ตลอดเวลา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจะเร่งไปตรวจสอบ ขณะที่กระทรวงการคลังเชื่อว่าการกำหนด Flat Rate หรืออัตราค่าบริการที่กำหนดไว้ จะช่วยป้องกันปัญหาการลักลอบขึ้นราคาที่พักได้

ส่วนข้อสังเกตและเสียงวิจารณ์วงเงินและสิทธิ์จำกัด พบว่า ประการแรก เมื่อเทียบกับโครงการในอดีตอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่เคยให้ส่วนลดค่าที่พักสูงถึง 40% (ไม่เกิน 3,000 บาท/คืน) โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ถูกมองว่า ให้วงเงินสนับสนุนค่าที่พักน้อยกว่าเดิม (สูงสุด 2,000 บาท) ซึ่งอาจไม่จูงใจพอสำหรับโรงแรมระดับลักชัวรี แต่ตอบโจทย์โรงแรมขนาดเล็ก หรือโฮสเทล มากกว่า

ประการต่อมา ความกังวลเรื่องราคาโรงแรมฉวยโอกาสขึ้นราคา เรื่องนี้ มีเสียงวิจารณ์ว่า ผู้ประกอบการบางรายอาจฉวยโอกาสขึ้นราคาห้องพักก่อนที่โครงการจะเริ่ม เพื่อชดเชยหรือฮุบเงินสนับสนุนจากรัฐ ทำให้ประชาชนอาจไม่ได้ส่วนลดที่แท้จริง หน่วยงานรัฐจึงต้องมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ข้อนี้ โครงการได้อุดช่องว่างเอาไว้แล้ว เว้นแต่จะมีวิธีการที่แยบยลกว่าเดิม ซึ่งน่าจับตามองเช่นกัน

ประการที่สาม การกระจายรายได้ นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะอยู่ในเป้าหมายของโครงการด้วย ต้องติดตามว่าระบบการลงทะเบียนและการใช้จ่ายผ่านคูปองจะเอื้อให้เม็ดเงินกระจายสู่ชุมชนและร้านค้ารายย่อยได้จริงหรือไม่ หรือกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มทุนโรงแรมและร้านอาหารขนาดใหญ่ในเมืองท่องเที่ยวหลัก

มาถึงข้อพิจารณาเกี่ยวกับผลกระทบ ทั้งด้านบวกและลบ เริ่มแต่ โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” คาดจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท

แน่นอน, ด้านบวก 1.กระตุ้นการท่องเที่ยวไฮซีซั่น ช่วยเพิ่มความคึกคักและเร่งการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายปี

2.การช่วยเหลือค่าใช้จ่าย การที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 2,000 บาทต่อคืน และแจกคูปอง/Voucher สูงสุด 1,500 บาทต่อสิทธิ คนละไม่เกิน 5 สิทธิ สำหรับ 1 ล้านสิทธิ์

3.การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น รัฐบาลคาดว่า เม็ดเงินโครงการนี้ จะหมุนเวียนไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการเกี่ยวเนื่อง

4.ปลุกกระแสลงทุน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและบริการได้รับความสนใจและตื่นตัวในรอบใหม่

ขณะ ผลกระทบเชิงลบและข้อควรระวัง 1.การฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พัก ซึ่งเรื่องนี้มีการพูดถึงกันมากที่สุด ไม่ว่าแง่มุมไหนของการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางแห่งอาจปรับราคาห้องพักสูงขึ้น รัฐจึงต้องควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

2.กระตุ้นระยะสั้น เนื่องจากการอัดฉีดงบประมาณเน้นสร้างความคึกคักตามฤดูกาลและเป็นการจับจ่ายใช้สอยชั่วคราวเท่านั้น

3.ความเสี่ยงการทุจริต ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญ เพราะเป็นการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ทำอย่างไรจะให้เม็ดเงินถึงมือประชาชนที่ต้องการเยียวยามากที่สุด ต้องอาศัยระบบตรวจสอบโปร่งใสเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ หรือการทุจริตจากผู้ประกอบการและผู้ใช้สิทธิ์

รวมถึงประเด็นถกเถียงก่อนหน้านี้ กรณีนำงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วนที่สอง 200,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมกำหนดไว้สำหรับแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มาใช้กับโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นการจัดสรรงบประมาณให้ตรงกับวัตถุประสงค์หลัก

แต่ถึงกระนั้น รัฐบาลก็มีคำอธิบายในเรื่องของการช่วยเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ตามวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.กู้เงินฯ ซึ่งสามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ที่น่าย้อนให้เห็นอีกอย่างก็คือ ผลที่เกิดขึ้นกับโครงการในลักษณะเดียวกันในอดีต โดยเฉพาะปัญหาที่น่าสรุปบทเรียน

1. ปัญหาระบบล่ม และ UX/UI ไม่เสถียร มีตัวอย่างชัดเจนจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง”(2568) ที่ใช้งบสูงถึงพันล้าน แต่เกิดปัญหาระบบล่ม ปัญหาข้อความแจ้งเตือนผิดพลาด การไม่ได้รับรหัส OTP ผ่าน Gmail และขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้ประชาชนใช้งานไม่ได้ และเสียความรู้สึกขาดการใช้กลไกกลางที่มีเสถียรภาพเหมือนแอปพลิเคชันเดิมที่คุ้นเคย

2. ปัญหาการทุจริตและฉ้อโกงเงินโครงการรัฐ เช่น “เราเที่ยวด้วยกัน” มีการตรวจสอบพบการดำเนินคดีอาญาและขบวนการทุจริตนับร้อยคดี

รูปแบบโกงยอดฮิตคือ โรงแรมขึ้นราคาห้องพักเกินจริงเพื่อกินส่วนต่าง, การจองห้องพักแต่ไม่เข้าพักจริง, และการสแกนคูปองร้านอาหารโดยไม่มีการซื้อขายจริง

3. รายได้และนักท่องเที่ยวกระจุกตัว ทั้งนี้แม้ว่านโยบายรัฐบาล พยายามกระจายรายได้สู่เมืองรอง แต่ความเป็นจริง รายได้กว่า 80% ยังคงกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต

ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยในเมืองรอง เข้าไม่ถึงเม็ดเงินกระตุ้นอย่างแท้จริง

เหนืออื่นใด ต้องยอมรับว่า โครงการนี้เป็นความพยายามที่จะช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวรายย่อย โดยอาศัยนโยบายสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่สำคัญคือ เน้นกระจายรายได้สู่เมืองรอง เพื่อไม่ให้รายได้กระจุดตัวเมืองหลักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

แต่มีคำถามอยู่ว่า รัฐบาลได้ปลุกกระแสการท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเป็นจริงเป็นจัง จนกลายเป็นกระแสหลักของการท่องเที่ยวไทยหรือยัง? ถ้ายัง หรือทำครึ่งๆกลางๆ โอกาสจะกระจายรายได้จริง อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควรซ้ำรอยเดิมที่ผ่านมาก็เป็นได้ หรือไม่จริง?