ดรามากระหึ่มโลกโซเชียลอยู่ในเวลานี้ คงไม่มีอะไรเกิน ผลการคัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 หรือ “บัตรคนจน”
ที่ปรากฏว่า คนจนจริงจำนวนมาก ออกมาร้องระงม ร่ำไห้อย่างน่าเวทนา เพราะระบบการคัดกรองแจ้งผลออกมาว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่ตัวเองมีฐานะยากจนข้นแค้น “จนจริง” ไม่ได้เป็นไปตามที่ระบบแจ้งกลับมาแต่อย่างใด
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในมุมของรัฐบาล อาจมองว่า ผลงานการคัดกรองครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถคัดกรองคนจนออกจากระบบได้เกือบครึ่งของที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้งบประมาณของรัฐบาลที่มีอย่างจำกัดสามารถเข้าถึงคนจนที่แท้จริงได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้
เห็นได้จาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ที่นครเซี่ยงไฮ้ (17 ก.ค.69) เปิดเผยถึงการพิจารณาและสรุปผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดจากยอดลงทะเบียนทั้งสิ้น 18.82 ล้าน
กล่าวคือ มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติจำนวน 9.51 ล้านราย ในขณะที่มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิสูงถึง 9.31 ล้านราย
“เอกนิติ” กล่าวว่า สาเหตุตัวเลขผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีจำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้ปรับปรุงระบบการคัดกรองให้มีความจริงจังและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลผู้ลงทะเบียนไปตรวจสอบไขว้กับฐานข้อมูลต่างๆ ของรัฐอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเป็นไปตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ตั้งไว้ เช่น ฐานข้อมูลเสียภาษี การถือครองที่ดิน รายได้ และการถือครองรถยนต์ ทำให้สามารถคัดกรองผู้ที่ไม่ได้มีฐานะยากจนจริงออกไปได้
“เจตนารมณ์ในการดำเนินนโยบายครั้งนี้ที่เข้ามาสกรีนอย่างจริงจัง ก็เพื่อที่จะเอาคนจนจริงๆ เข้ามาสู่ระบบ ผมพูดจากใจเลยว่า รัฐบาลอยากจะช่วยคนที่ลำบากจริงๆ งบประมาณด้านสวัสดิการของรัฐบาลมีจำกัด จึงอยากให้บัตรใบนี้เป็นของคนที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เช่น ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงและไม่มีรายได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงไปถึงคนที่สมควรได้สวัสดิการและลำบากที่สุด อย่างแท้จริง”
ทว่า การคัดกรองดังกล่าว แม้มีข้อดีที่เหลือคนจนน้อยลง ทำให้พอเหมาะพอดีกับงบประมาณที่ตั้งไว้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาตามมา โดยเฉพาะความผิดพลาดของระบบคัดกรองที่ถี่ยิบและเคร่งครัดเกินไป
ทั้งยังเป็นปัญหาใหญ่พอ ที่ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน หยิบเอามาเป็นประเด็น สะท้อนความบกพร่องและตรวจสอบรัฐบาล
ทั้งนี้ “ศิริกัญญา” ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา (17 ก.ค.69) ว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าปีนี้จะมีการลงทะเบียนใหม่ และลดจำนวนผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเราสังเกตได้จากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งวงเงินไว้แค่ 42,000 ล้านบาท จากปกติใช้อยู่ที่ประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท
ดังนั้นรัฐบาลคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า จำเป็นจะต้องลดจำนวนผู้จะได้รับสิทธิ์ ให้เหลือประมาณ 9-10 ล้านคน จึงต้องมีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์แต่วิธีการลดจำนวนอาจจะทำให้มีหลายคนที่เป็นคนจนจริง เดือดร้อนจริง ต้องตกหล่น
“วันนี้เป็นวันประกาศผล เราก็จะได้ข่าวตั้งแต่เช้าว่าคนที่ตกคุณสมบัติทั้งๆที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริง บางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จากที่ไม่มีรถก็กลายเป็นว่า เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไปมีรถเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่ของตัวเอง แต่จะมีคนเอาชื่อไปสวมสิทธิ์ เป็นต้น หรือที่ดินตัวเองซึ่งไม่เคยมีถึง 10 ไร่ ก็กลายเป็นมีเกิน 10 ไร่ หรือรถมอเตอร์ไซค์ที่ห้ามมีเกินหนึ่งคัน แต่ลูกนำชื่อไปใช้ กลายเป็นว่า ตนเองต้องหลุดจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯเช่นเดียวกัน
“จึงมีคำถามตัวโตๆว่า ความพยายามที่รัฐบาลต้องการกรองคนออกไปให้มากที่สุด วันนี้กลับกลายเป็นว่ากรองคนที่เดือดร้อนจริงออกไปด้วย และคนที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่งจะตกหล่นหรือไม่ จึงต้องรอดูว่า กระบวนการการอุทธรณ์จะมีผลรวดเร็วแค่ไหน”
“ศิริกัญญา” สะท้อนปัญหาต่อว่า ตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่ลงทะเบียนทางไหนก็อุทธรณ์ทางนั้น ไปที่ธนาคารเต็มไปหมด และยังมีการระบุไว้ที่เว็บไซต์ว่า ถ้าข้อมูลจากหน่วยไหนผิดก็ให้ติดต่อที่หน่วยงานนั้น ตอนนี้กรมการขนส่งทางบกที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองรถ
สายไหม้โทรไม่ติดไปแล้ว ให้ไว้กี่เบอร์ก็โทรไม่ติด เป็นการสะท้อนการทำงานของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง อาจจะยังไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องกลไกการอุทธรณ์ให้เรียบร้อย ซึ่งจำเป็นต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่น และหน่วยงานอื่น ก็อาจไม่เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการอุทธรณ์วันนี้
“จึงเป็นความสับสนอลหม่านอยู่ตอนนี้ ที่อยากให้รัฐบาลรีบเร่งแก้ปัญหาให้สมความตั้งใจที่อยากจะหาผู้เดือดร้อนจริงให้เจอ อย่าให้เขาต้องหลุด เพราะตาข่ายการกรองถี่เกินไป เข้มงวดเกินไปจนคนที่จนจริงไม่ได้รับประโยชน์”
นอกจากนี้ “ศิริกัญญา” ยังสะท้อนว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลพยายามคัดกรองให้ได้มากที่สุดโดยใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวมากๆ คือต้องผ่านทุกคุณสมบัติถึงจะได้รับสิทธิ์ฯ แต่ความเป็นจริงในแต่ละความเดือดร้อน มีน้ำหนักและดีกรีไม่เท่ากัน เช่น คนที่รายได้ไม่สูง อาจจะมีที่ดินเกิน 10 ไร่ แต่ที่ดินนั้นหาทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
ซึ่งจะโชว์ในรายได้อยู่แล้วว่าได้ปีละไม่กี่หมื่นบาท หรือมีที่ดินมากกว่า 10 ไร่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่เดือดร้อน หรือเรื่องหนี้สิน ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่บังเอิญไปกู้หนี้ยืมสินเกิน 100,000 บาท กลายเป็นว่าก็ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ด้วย ทั้งๆที่ความเป็นจริง เขาอาจจะหารายได้จากที่ลงทุนไม่พอกับการจ่ายหนี้สินด้วยซ้ำไป แต่ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ไป
“ดิฉันว่า รัฐบาลอยากแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่เคยปล่อยให้มีคนได้รับบัตรสวัสดิการฯเยอะเกินไป มีคนที่ไม่จนจริง ประกอบกับปัญหางบประมาณ ทำให้การคัดกรองที่เข้มงวดและแข็งตัวมาก กลายเป็นว่าคนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริง”
นับเป็นเสียงสะท้อนในมุมมองสส.ฝ่ายค้าน ที่ค่อนข้างตรงกับความเป็นจริง ซึ่งระบบอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลเบื้องลึกของแต่ละคนแต่ละครัวเรือนในวิถีชีวิตจริง ขณะหลักเกณฑ์คัดกรอง “เน้นคัดออก” มากว่าจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเขา
เมื่อพูดถึงเกณฑ์ในการคัดกรอง ลองมาย้อนดูอีกครั้งว่า ความถี่นั้น ควรผ่อนคลายอะไรได้บ้างหรือไม่ หรือเกณฑ์อะไรที่ง่ายต่อความผิดพลาดด้านข้อมูล
1. บุคคลสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป รายได้ส่วนบุคคลต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
2. ข้อจำกัดด้านทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ทรัพย์สิน
ทางการเงิน : เงินฝาก พันธบัตร และสลากออมทรัพย์ ต้องมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
อสังหาริมทรัพย์ (กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร): ที่ดินรวมที่อยู่อาศัยต้องไม่เกิน 1 ไร่, บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์พื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา, หรือห้องชุดพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
อสังหาริมทรัพย์ (กรณีเป็นเกษตรกร): ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
กลุ่มต้องห้าม : ไม่อนุญาตให้นักบวช นักเรียน/นักศึกษา ผู้ต้องขัง ข้าราชการ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงผู้ที่มีบัญชีหุ้น ตราสารหนี้ และผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ส่วนบุคคล (ยกเว้นรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี หรือรถเพื่อการเกษตรกรรม)
สำหรับ สิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ได้รับ วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น: 300 บาทต่อคนต่อเดือนวงเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม: 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือนวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ: 750 บาทต่อคนต่อเดือน
หลักเกณฑ์เหล่านี้เอง ที่ลงไปสู่การปฏิบัติจริงของระบบในการตรวจสอบ ปรากฏว่ามีปัญหาในภาพรวมดังนี้
1.ปัญหาฐานข้อมูลยานพาหนะผิดพลาด: ผู้ลงทะเบียนจำนวนมากไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากระบบตรวจสอบไขว้พบการถือครองกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ทำให้ต้องเดินทางไปยืนยันความถูกต้องที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ
2.ปัญหาเกณฑ์รายได้และทรัพย์สินไม่สะท้อนความจริง: ผู้ถือบัตรตัวจริงบางส่วนตกหล่นเนื่องจากข้อมูลรายได้ของครอบครัวเกินเกณฑ์ที่กำหนด (ไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี) หรือปัญหาการถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่รู้ตัว
ที่สำคัญ ยังมีการวิเคราะห์ความผิดพลาดและมีข้อกังขาเกี่ยวกับระบบคัดกรอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อยู่ไม่น้อย
1.ความผิดพลาดของฐานข้อมูลภาครัฐ การครอบครองยานพาหนะคลาดเคลื่อน: ระบบระบุว่า ผู้ลงทะเบียนหรือครอบครัวมีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เกินเกณฑ์ แต่ความเป็นจริงผู้ลงทะเบียนบางรายไม่มีแม้แต่จักรยานยนต์ หรือถูกนับรวมรถที่โอนลอยไปแล้ว
2.เกณฑ์ที่ดินและที่อยู่อาศัย: ชาวบ้านบางส่วนถูกตัดสิทธิ์โดยระบบประเมินว่ามีที่ดินเกิน 10 ไร่ ขณะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่สามารถสร้างรายได้หรือทำการเกษตรได้จริง
3.การนับรายได้ครอบครัว: รายได้ของคนในครอบครัวถูกนำมาคำนวณรวมกันเกินเกณฑ์ 100,000 บาท/คน/ปี ทำให้ผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ไม่มีรายได้ต้องหลุดสิทธิ์ไปด้วย
4. ความแข็งตัวของเกณฑ์การคัดกรอง (Strict Filtering Criteria)การบังคับใช้ระบบตัดสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จ: เกณฑ์กำหนดให้ผู้ผ่านสิทธิ์ต้องผ่านเงื่อนไข "ทุกข้อ" หากตกเกณฑ์แม้แต่ข้อเดียว (เช่น หนี้สินเกิน, มีที่ดินเกิน, เงินฝากเกิน) จะถูกตัดสิทธิ์ทันที
5.ปัญหาการเข้าถึงสิทธิ์ของผู้เปราะบาง: ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้จำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากความผิดพลาดของข้อมูล สะท้อนการขาดการตรวจสอบเชิงประจักษ์ในระดับพื้นที่ (On-ground verification)
6. ผลกระทบเชิงนโยบายและงบประมาณการจำกัด กรอบงบประมาณ: มีการตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขที่เข้มงวดและระบบที่คัดกรองผิดพลาด อาจเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณสวัสดิการของรัฐ จึงจำเป็นต้องลดจำนวนผู้ถือบัตรให้เหลือน้อยลง จากเดิมที่เคยมีผู้ถือสิทธิ์จำนวนมากในอดีต
แน่นอน, ใคร “ไม่ผ่านเกณฑ์” ไม่ว่า เพราะเกณฑ์ข้อใด ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามช่องทางที่มีการลงทะเบียนเอาไว้
ดังนั้น ควมหวังที่เหลือก็คือ คำ “อุทธรณ์” จะได้รับการตอบสนองแค่ไหน ในการตรวจสอบซ้ำ และน่าจะเป็นสิ่งเดียว ที่จะเป็นคำตอบของ “ความเป็นธรรม” กับ “คนจน” ที่ตกหล่น หรือไม่


