วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

คนจนจริงต้องได้สิทธิ์ คำตอบอยู่ที่ 'อุทธรณ์'

ดรามากระหึ่มโลกโซเชียลอยู่ในเวลานี้ คงไม่มีอะไรเกิน ผลการคัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 หรือ “บัตรคนจน”

ที่ปรากฏว่า คนจนจริงจำนวนมาก ออกมาร้องระงม ร่ำไห้อย่างน่าเวทนา เพราะระบบการคัดกรองแจ้งผลออกมาว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่ตัวเองมีฐานะยากจนข้นแค้น “จนจริง” ไม่ได้เป็นไปตามที่ระบบแจ้งกลับมาแต่อย่างใด

เรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในมุมของรัฐบาล อาจมองว่า ผลงานการคัดกรองครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถคัดกรองคนจนออกจากระบบได้เกือบครึ่งของที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้งบประมาณของรัฐบาลที่มีอย่างจำกัดสามารถเข้าถึงคนจนที่แท้จริงได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้  

เห็นได้จาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ที่นครเซี่ยงไฮ้ (17 ก.ค.69)  เปิดเผยถึงการพิจารณาและสรุปผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดจากยอดลงทะเบียนทั้งสิ้น 18.82 ล้าน

กล่าวคือ มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติจำนวน 9.51 ล้านราย ในขณะที่มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิสูงถึง 9.31 ล้านราย

“เอกนิติ” กล่าวว่า สาเหตุตัวเลขผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีจำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้ปรับปรุงระบบการคัดกรองให้มีความจริงจังและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลผู้ลงทะเบียนไปตรวจสอบไขว้กับฐานข้อมูลต่างๆ ของรัฐอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเป็นไปตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ตั้งไว้ เช่น ฐานข้อมูลเสียภาษี การถือครองที่ดิน รายได้ และการถือครองรถยนต์ ทำให้สามารถคัดกรองผู้ที่ไม่ได้มีฐานะยากจนจริงออกไปได้

“เจตนารมณ์ในการดำเนินนโยบายครั้งนี้ที่เข้ามาสกรีนอย่างจริงจัง ก็เพื่อที่จะเอาคนจนจริงๆ เข้ามาสู่ระบบ ผมพูดจากใจเลยว่า รัฐบาลอยากจะช่วยคนที่ลำบากจริงๆ งบประมาณด้านสวัสดิการของรัฐบาลมีจำกัด จึงอยากให้บัตรใบนี้เป็นของคนที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เช่น ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงและไม่มีรายได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงไปถึงคนที่สมควรได้สวัสดิการและลำบากที่สุด อย่างแท้จริง”

ทว่า การคัดกรองดังกล่าว แม้มีข้อดีที่เหลือคนจนน้อยลง ทำให้พอเหมาะพอดีกับงบประมาณที่ตั้งไว้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาตามมา โดยเฉพาะความผิดพลาดของระบบคัดกรองที่ถี่ยิบและเคร่งครัดเกินไป  

ทั้งยังเป็นปัญหาใหญ่พอ ที่ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน หยิบเอามาเป็นประเด็น สะท้อนความบกพร่องและตรวจสอบรัฐบาล

ทั้งนี้ “ศิริกัญญา” ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา (17 ก.ค.69) ว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าปีนี้จะมีการลงทะเบียนใหม่ และลดจำนวนผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเราสังเกตได้จากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งวงเงินไว้แค่ 42,000 ล้านบาท จากปกติใช้อยู่ที่ประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท

ดังนั้นรัฐบาลคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า จำเป็นจะต้องลดจำนวนผู้จะได้รับสิทธิ์ ให้เหลือประมาณ 9-10 ล้านคน จึงต้องมีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์แต่วิธีการลดจำนวนอาจจะทำให้มีหลายคนที่เป็นคนจนจริง เดือดร้อนจริง ต้องตกหล่น

“วันนี้เป็นวันประกาศผล เราก็จะได้ข่าวตั้งแต่เช้าว่าคนที่ตกคุณสมบัติทั้งๆที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริง บางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จากที่ไม่มีรถก็กลายเป็นว่า เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไปมีรถเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่ของตัวเอง แต่จะมีคนเอาชื่อไปสวมสิทธิ์ เป็นต้น หรือที่ดินตัวเองซึ่งไม่เคยมีถึง 10 ไร่ ก็กลายเป็นมีเกิน 10 ไร่ หรือรถมอเตอร์ไซค์ที่ห้ามมีเกินหนึ่งคัน แต่ลูกนำชื่อไปใช้ กลายเป็นว่า ตนเองต้องหลุดจากสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯเช่นเดียวกัน

“จึงมีคำถามตัวโตๆว่า ความพยายามที่รัฐบาลต้องการกรองคนออกไปให้มากที่สุด วันนี้กลับกลายเป็นว่ากรองคนที่เดือดร้อนจริงออกไปด้วย และคนที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่งจะตกหล่นหรือไม่ จึงต้องรอดูว่า กระบวนการการอุทธรณ์จะมีผลรวดเร็วแค่ไหน”

“ศิริกัญญา” สะท้อนปัญหาต่อว่า ตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่ลงทะเบียนทางไหนก็อุทธรณ์ทางนั้น ไปที่ธนาคารเต็มไปหมด และยังมีการระบุไว้ที่เว็บไซต์ว่า ถ้าข้อมูลจากหน่วยไหนผิดก็ให้ติดต่อที่หน่วยงานนั้น ตอนนี้กรมการขนส่งทางบกที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองรถ

สายไหม้โทรไม่ติดไปแล้ว ให้ไว้กี่เบอร์ก็โทรไม่ติด เป็นการสะท้อนการทำงานของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง อาจจะยังไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องกลไกการอุทธรณ์ให้เรียบร้อย ซึ่งจำเป็นต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่น และหน่วยงานอื่น ก็อาจไม่เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการอุทธรณ์วันนี้

“จึงเป็นความสับสนอลหม่านอยู่ตอนนี้ ที่อยากให้รัฐบาลรีบเร่งแก้ปัญหาให้สมความตั้งใจที่อยากจะหาผู้เดือดร้อนจริงให้เจอ อย่าให้เขาต้องหลุด เพราะตาข่ายการกรองถี่เกินไป เข้มงวดเกินไปจนคนที่จนจริงไม่ได้รับประโยชน์”

นอกจากนี้ “ศิริกัญญา” ยังสะท้อนว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลพยายามคัดกรองให้ได้มากที่สุดโดยใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวมากๆ คือต้องผ่านทุกคุณสมบัติถึงจะได้รับสิทธิ์ฯ แต่ความเป็นจริงในแต่ละความเดือดร้อน มีน้ำหนักและดีกรีไม่เท่ากัน เช่น คนที่รายได้ไม่สูง อาจจะมีที่ดินเกิน 10 ไร่ แต่ที่ดินนั้นหาทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

ซึ่งจะโชว์ในรายได้อยู่แล้วว่าได้ปีละไม่กี่หมื่นบาท หรือมีที่ดินมากกว่า 10 ไร่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่เดือดร้อน หรือเรื่องหนี้สิน ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่บังเอิญไปกู้หนี้ยืมสินเกิน 100,000 บาท กลายเป็นว่าก็ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ด้วย ทั้งๆที่ความเป็นจริง เขาอาจจะหารายได้จากที่ลงทุนไม่พอกับการจ่ายหนี้สินด้วยซ้ำไป แต่ต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ไป

“ดิฉันว่า รัฐบาลอยากแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่เคยปล่อยให้มีคนได้รับบัตรสวัสดิการฯเยอะเกินไป มีคนที่ไม่จนจริง ประกอบกับปัญหางบประมาณ ทำให้การคัดกรองที่เข้มงวดและแข็งตัวมาก กลายเป็นว่าคนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริง”

นับเป็นเสียงสะท้อนในมุมมองสส.ฝ่ายค้าน ที่ค่อนข้างตรงกับความเป็นจริง ซึ่งระบบอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลเบื้องลึกของแต่ละคนแต่ละครัวเรือนในวิถีชีวิตจริง ขณะหลักเกณฑ์คัดกรอง “เน้นคัดออก” มากว่าจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเขา

เมื่อพูดถึงเกณฑ์ในการคัดกรอง ลองมาย้อนดูอีกครั้งว่า ความถี่นั้น ควรผ่อนคลายอะไรได้บ้างหรือไม่ หรือเกณฑ์อะไรที่ง่ายต่อความผิดพลาดด้านข้อมูล     

1. บุคคลสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป รายได้ส่วนบุคคลต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี

2. ข้อจำกัดด้านทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ทรัพย์สิน

ทางการเงิน : เงินฝาก พันธบัตร และสลากออมทรัพย์ ต้องมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 100,000 บาท

อสังหาริมทรัพย์ (กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร): ที่ดินรวมที่อยู่อาศัยต้องไม่เกิน 1 ไร่, บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์พื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา, หรือห้องชุดพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร

อสังหาริมทรัพย์ (กรณีเป็นเกษตรกร): ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่

กลุ่มต้องห้าม : ไม่อนุญาตให้นักบวช นักเรียน/นักศึกษา ผู้ต้องขัง ข้าราชการ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงผู้ที่มีบัญชีหุ้น ตราสารหนี้ และผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ส่วนบุคคล (ยกเว้นรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี หรือรถเพื่อการเกษตรกรรม)

สำหรับ สิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ได้รับ วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น: 300 บาทต่อคนต่อเดือนวงเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม: 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือนวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ: 750 บาทต่อคนต่อเดือน

หลักเกณฑ์เหล่านี้เอง ที่ลงไปสู่การปฏิบัติจริงของระบบในการตรวจสอบ ปรากฏว่ามีปัญหาในภาพรวมดังนี้  

1.ปัญหาฐานข้อมูลยานพาหนะผิดพลาด: ผู้ลงทะเบียนจำนวนมากไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากระบบตรวจสอบไขว้พบการถือครองกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ทำให้ต้องเดินทางไปยืนยันความถูกต้องที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ

2.ปัญหาเกณฑ์รายได้และทรัพย์สินไม่สะท้อนความจริง: ผู้ถือบัตรตัวจริงบางส่วนตกหล่นเนื่องจากข้อมูลรายได้ของครอบครัวเกินเกณฑ์ที่กำหนด (ไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี) หรือปัญหาการถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่รู้ตัว

ที่สำคัญ ยังมีการวิเคราะห์ความผิดพลาดและมีข้อกังขาเกี่ยวกับระบบคัดกรอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อยู่ไม่น้อย

1.ความผิดพลาดของฐานข้อมูลภาครัฐ การครอบครองยานพาหนะคลาดเคลื่อน: ระบบระบุว่า ผู้ลงทะเบียนหรือครอบครัวมีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เกินเกณฑ์ แต่ความเป็นจริงผู้ลงทะเบียนบางรายไม่มีแม้แต่จักรยานยนต์ หรือถูกนับรวมรถที่โอนลอยไปแล้ว

2.เกณฑ์ที่ดินและที่อยู่อาศัย: ชาวบ้านบางส่วนถูกตัดสิทธิ์โดยระบบประเมินว่ามีที่ดินเกิน 10 ไร่ ขณะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่สามารถสร้างรายได้หรือทำการเกษตรได้จริง

3.การนับรายได้ครอบครัว: รายได้ของคนในครอบครัวถูกนำมาคำนวณรวมกันเกินเกณฑ์ 100,000 บาท/คน/ปี ทำให้ผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ไม่มีรายได้ต้องหลุดสิทธิ์ไปด้วย

4. ความแข็งตัวของเกณฑ์การคัดกรอง (Strict Filtering Criteria)การบังคับใช้ระบบตัดสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จ: เกณฑ์กำหนดให้ผู้ผ่านสิทธิ์ต้องผ่านเงื่อนไข "ทุกข้อ" หากตกเกณฑ์แม้แต่ข้อเดียว (เช่น หนี้สินเกิน, มีที่ดินเกิน, เงินฝากเกิน) จะถูกตัดสิทธิ์ทันที

5.ปัญหาการเข้าถึงสิทธิ์ของผู้เปราะบาง: ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้จำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากความผิดพลาดของข้อมูล สะท้อนการขาดการตรวจสอบเชิงประจักษ์ในระดับพื้นที่ (On-ground verification)

6. ผลกระทบเชิงนโยบายและงบประมาณการจำกัด กรอบงบประมาณ: มีการตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขที่เข้มงวดและระบบที่คัดกรองผิดพลาด อาจเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณสวัสดิการของรัฐ จึงจำเป็นต้องลดจำนวนผู้ถือบัตรให้เหลือน้อยลง จากเดิมที่เคยมีผู้ถือสิทธิ์จำนวนมากในอดีต

แน่นอน, ใคร “ไม่ผ่านเกณฑ์” ไม่ว่า เพราะเกณฑ์ข้อใด ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามช่องทางที่มีการลงทะเบียนเอาไว้

ดังนั้น ควมหวังที่เหลือก็คือ คำ “อุทธรณ์” จะได้รับการตอบสนองแค่ไหน ในการตรวจสอบซ้ำ และน่าจะเป็นสิ่งเดียว ที่จะเป็นคำตอบของ “ความเป็นธรรม” กับ “คนจน” ที่ตกหล่น หรือไม่