วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'แลนด์บริดจ์' กับม็อบต้าน เรื่องใหญ่สำคัญ

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ให้น้ำหนักกับโครงการแลนด์บริดจ์น้อยลง ปรากฏว่า ม็อบเครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน ได้ปลุกความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง

ครั้งนี้ประกาศยกระดับเคลื่อนการชุมนุมไปกดดันถึงประตูทำเนียบรัฐบาล พร้อมข้อเรียกร้องช็อกสังคม นั่นคือ “หยุดกฎหมายขายแผ่นดิน” และหยุดโครงการ แลนด์บริดจ์ ที่มีผลกระทบสูง

ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญ ไม่แพ้การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ที่ประชาชนก็น่าจะมีสิทธิกำหนดอนาคตตัวเอง แต่รัฐบาลจะให้ค่าและน้ำหนักหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทั้งนี้ อภิศักดิ์ ทัศนี โฆษกการชุมนุมเครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน กลาวถึงร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ พ.ร.บ. SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ของรัฐบาลว่า

เป็นทิศทางการพัฒนาภาคใต้ที่ไม่เป็นธรรม เป็นการนำทรัพยากรทั้งหมดไปประเคนให้กลุ่มทุนต่างชาติ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับเพียงมลพิษ ผลกระทบจากอุตสาหกรรม และการถูกแย่งยึดอาชีพ ที่ดิน อากาศ และแหล่งน้ำ

ทางเครือข่ายจึงมีข้อเรียกร้อง 5 ประการ

1. ให้ยุติการผลักดันกฎหมาย SEC

2. ยุติโครงการแลนด์บริดจ์

3. เขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่โดยให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วม

4. ให้เยียวยาผลกระทบจากการถมทะเลมาบตาพุดต่อชาวประมงที่ยังไม่ได้รับการชดเชย

5. หยุดการขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรมีกฎหมายหรือการพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะที่สร้างความไม่เป็นธรรมเช่นนี้

“การเกิดขึ้นของแลนด์บริดจ์ และ พ.ร.บ.SEC คือการสูญเสียป่าไม้ ที่ดิน น้ำ และทรัพยากรทั้งหมด ยิ่งกว่าการเพิกถอนทับลานเสียอีก เราจะสูญเสียป่าไม้และอุทยานตลอดแนวเส้นทางพะโต๊ะ จะสูญเสียป่าชายเลนที่ดีที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเราจะสูญเสียจุดดำน้ำที่ดีที่สุดของโลกอย่างริเชลิว (Richelieu Rock) และเกาะสุรินทร์ไป เพราะมันอยู่ในเส้นทางแลนด์บริดจ์

นอกจากนี้ เราจะสูญเสียอาชีพ เพราะกฎหมาย SEC ให้สิทธิ์ต่างชาติสามารถทำอาชีพสงวนได้ ทั้งสภาวิชาชีพอย่างทนายความ แพทย์ หรือแม้กระทั่งการนำเที่ยว เรื่องนี้จึงเป็นวิกฤตที่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของการยึดทรัพยากร ยึดแผ่นดินของประเทศนี้ไปประเคนให้กับนายทุน ผมจึงอยากให้คนไทยสนใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น และมาร่วมเรียกร้องกับพี่น้องที่ปักหลักอยู่ทำเนียบรัฐบาล”

นอกจากนี้ โฆษกการชุมนุม ยังกล่าวด้วยว่า การที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศในเวที ASEAN Future Forum ที่ประเทศเวียดนามว่าจะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์แน่นอน ยิ่งไม่ต้องสงสัยว่ารัฐบาลต้องการผลักดัน ทางเครือข่ายจึงประกาศยกระดับการชุมนุม โดยเตรียมเคลื่อนขบวนประชาชนกว่า 400-500 คน ไปปิดประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล 27 มิ.ย. 69 เพื่อกดดันให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องอย่างเร่งด่วน

ย้อนกลับไปวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ถนนพระราม 5 บริเวณทำเนียบรัฐบาล พบว่าที่มาของม็อบเครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน ประกอบด้วย กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ทยอยปักหลักชุมนุมเรียกร้อง รัฐบาล 3 ข้อ

1.) ให้หยุดกฎหมาย SEC โดยรัฐบาลต้องออกหนังสือที่มีผลบังคับจริงที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูกผลักดันเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายทั้งในส่วนของรัฐบาลและพรรคการเมืองโดยเฉพาะร่างของ สนข. ซึ่งเป็นการจัดทำร่างกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี

2.) รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งในส่วนของท่าเรือ เส้นทางรถไฟ ทางหลวงพิเศษ และโครงการในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ได้หรือไม่ จะต้องรอผลการศึกษาแผนแม่บทเศรษฐกิจยั่งยืนภาคใต้ ที่จะจัดทำขึ้นภายใต้กลไกที่ถูกต้องชอบธรรม

3.) เขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่ รัฐบาลจะต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ สู่การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยกลไกที่ถูกต้อง มุ่งเน้นการพัฒนาบนฐานศักยภาพและก่อเกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ใหม่

ที่น่าสนใจ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล ประธานกลุ่ม SEC Watch ย้ำว่า ทั้ง 3 ประเด็นมีหัวใจสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.SEC ซึ่งเป็นตัวแม่บทที่จะทำให้เกิดโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายฉบับนี้ถ้าบังคับใช้ในภาคใต้ จะก่อให้เกิดการสูญเสียที่ดินของคนภาคใต้ไปให้กับคนต่างชาติ สูญเสียอาชีพ

อาชีพสงวนสำหรับผู้มีสัญชาติไทยก็จะถูกยกเลิก เพราะว่าต่างชาติสามารถทำได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายผังเมือง ซึ่งจะทำให้ภาคการเกษตร ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นสีเขียวในผังเมือง ถูกเปลี่ยนเป็นสีม่วง นั่นหมายถึงแรงงาน 2,400,000 คนในภาคการเกษตรในภาคใต้จะได้รับผลกระทบ

สำหรับ โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ชุมพร-ระนอง เป็นเมกะโปรเจกต์ระดับชาติมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท มีเป้าหมายสร้างเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน

ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานหลัก 4 ส่วนได้แก่

ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง สร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทยที่ จ.ชุมพร และฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์

ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) สร้างมอเตอร์เวย์ ขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทางรวมประมาณ 90 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อท่าเรือทั้งสองฝั่งระบบขนส่งทางราง (รถไฟทางคู่)

สร้างทางรถไฟรางคู่ เพื่อใช้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งตู้สินค้าอย่างรวดเร็วระหว่างท่าเรือทั้งสองแห่ง

ท่อส่งพลังงาน วางระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับการบริหารจัดการด้านพลังงานควบคู่ไปกับการขนส่งสินค้า

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเส้นทางเลือกในการขนส่งทางทะเล ทดแทนการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา โดยรัฐบาลมีแผนเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (Public Private Partnership หรือ PPP) ระยะยาว 50 ปี

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นักวิชาการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้หลายคน โดยเฉพาะ นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความเห็นผ่านสื่อใหญ่บางสำนัก ที่น่าหยิบยกมาบางช่วงบางตอนคือ

หัวใจสำคัญของโครงการขนาดมหึมาเช่นนี้คือ ความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสงครามข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันวิชาการอิสระ เนื่องจากงานวิจัยที่ออกมาในหลายชิ้นงานนั้น หากมาจากสถาบันที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐหรือดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา มักจะให้ผลลัพธ์ที่สนับสนุนโครงการจนอาจเกิดปัญหาในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ซึ่งจะถือเป็นผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างมาก

โดยในทางตรงกันข้าม งานวิจัยอิสระจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับสะท้อนภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ในมิติด้านเศรษฐศาสตร์นั้นไม่คุ้มค่าทางการลงทุน ข้อสรุปที่ขัดแย้งกันนี้เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ เพราะการเดินหน้าโครงการที่ไม่มีความคุ้มค่าท่ามกลางสภาวะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยพุ่งสูงขึ้น จะกลายเป็นการสร้างภาระหนี้ก้อนโตทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนราคาแพงจากความล้มเหลวของโครงการใหญ่ในอดีต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เพราะพบว่ามีหลายโครงการใหญ่ที่มีขนาดใหญ่มากๆ เมื่อนำไปลงในภาคใต้ มักจะแท้ง หรือไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

อาทิ โครงการ Southern Seaboard ท่าเรือปากบารา หรือแม้แต่โครงการขนาดเล็กอย่างกำแพงกันคลื่นและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักมีเพียงแค่การจ้างงานระยะสั้นในช่วงก่อสร้าง แต่หลังจากโครงการเสร็จสิ้น 5-10 ปี กลับไม่สามารถสร้างรายได้หรือฐานภาษีที่ยั่งยืนให้กับรัฐได้ จึงน่าเป็นกังวลมากๆ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์อาจซ้ำรอยกลายเป็นโฮปเวลล์ภาคใต้ ที่ทิ้งไว้เพียงซากโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตที่ไร้การใช้งานจริง”....

ด้านข้อมูลความเป็นคู่แข่งกับช่องแคบมะละกา ก็เป็นอีกส่วนที่หลายคนเป็นห่วงว่า จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายของโครงการ

เมื่อดูจากข้อมูลเหล่านี้ เริ่มจากการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า เมื่อรวมระยะเวลาการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลง และการขนส่งทางราง/ถนนกว่า 90 กิโลเมตร อาจกินเวลาถึง 6-15 วัน เทียบกับการเดินเรือผ่านมะละกาที่ใช้เวลาเพียง 2-3 วัน

ประเด็นแยกย่อยไปอีก ก็มีนับแต่ เวลาที่เสียไป เรือสินค้าขนาดใหญ่ ไม่สามารถแวะเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้าแบบเสียเวลาได้หากไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

สินค้าต้องผ่านกระบวนการจัดการหลายขั้นตอน คือ ยกตู้ขึ้นจากเรือฝั่งหนึ่ง ลำเลียงผ่านถนนหรือรถไฟ และยกตู้ลงเรืออีกฝั่งหนึ่ง กระบวนการนี้ทำให้เบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลาประมาณ 6 - 15.5 วัน นานกว่าการอ้อมช่องแคบมะละกาที่ใช้เวลาแค่ 2 - 3 วัน อย่างเทียบกันไม่ได้

ประการต่อมาคือ ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการยกตู้ขึ้น-ลงจากท่าเรือ 2 ฝั่ง (Handling Cost) รวมถึงการขนส่งทางบก ทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาตามธรรมชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้ความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ หากเรือแม่ขนาดใหญ่ไม่เลือกเข้ามาใช้งาน

ที่สำคัญ ขนาดและศักยภาพของเส้นทางช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางเดินเรือหลักที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองรับเรือได้มากกว่าแสนลำต่อปี และถูกผูกเข้ากับห่วงโซ่อุปทานเดิมอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์มีเป้าหมายรองรับตู้สินค้าให้ได้ถึง 20 ล้าน TEU ต่อปี เพื่อหวังจะแข่งขัน ซึ่งนักวิชาการมองว่า อาจตั้งเป้าไว้สูงเกินจริงและเกินศักยภาพของประเทศ

สรุปแล้ว โครงการนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างมาก ตั้งแต่การดำเนินโครงการโปร่งใสหรือไม่ คุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่ และผลกระทบที่ตามมาอย่างสูงในหลายด้าน

เหนืออื่นใด การจุดประเด็นของเครือข่ายประชาชนหยุดขายแผ่นดิน กรณีเรียกร้อง หยุดขายแผ่นดินให้ต่างชาติ ก็กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชน เพราะสิ่งที่พวกเขาชูธง นับว่า “แหลมคม” กระแทกใจคนไทยอยู่ไม่น้อย

คำถามคือ ถ้าประเด็นนี้จุดติด โครงการแลนด์บริดจ์ จะฝ่าด่านไปได้หรือไม่ นับว่าน่าจับตามอง!