น่าสนใจอย่างยิ่ง โครงการใหญ่ ที่ใช้งบประมาณลงทุนระดับ 1 ล้านล้านบาท อย่าง แลนด์บริดจ์
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน แต่ไม่สามารถให้ สภาผู้แทนราษฎร ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาได้
กรณีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร มีมติคว่ำ หรือ ตีตกญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งยังเห็นชอบส่งให้ครม.พิจารณา
ขณะที่รัฐบาล “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการฯที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลัง เป็นประธานกรรมการ โดยตั้งกรอบเวลาการศึกษาไว้เพียง 90 วัน
และถ้าย้อนที่มาของโครงการแลนด์บริดจ์ เห็นได้ชัดว่า พรรคภูมิใจไทย มีส่วนเกี่ยวข้องมาแต่แรก
โดยโครงการนี้เริ่มถูกผลักดันในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม ต่อมาสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม
สานต่อมาเรื่อยๆ จนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรองนายกฯและรมว.คมนาคม ในปัจจุบัน
นั่นสะท้อนให้เห็นว่า พลังผลักดันของรัฐบาลชุดนี้สูงแค่ไหน?
อย่างไรก็ตาม ทางด้านฝ่ายค้าน แม้จะทำหน้าที่ตรวจสอบได้ดีแค่ไหน แต่ก็ยังพ่ายแพ้เสียงส่วนใหญ่ของสภาฯอยู่ดี
ถึงกระนั้น ฝ่ายค้านเอง ก็ยังคงยืนยันที่จะตรวจสอบ และคัดค้านในประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และต้องการให้ศึกษาอย่างรอบด้านในอีกหลายประเด็น
เริ่มจาก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวในการอภิปรายสรุป ญัตติเสนอตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาว่า การตั้งกรรมาธิการในเรื่องนี้มีเป้าหมายเพื่อค้นหายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การตอบคำถามว่า จะทำแลนด์บริดจ์หรือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) หรือไม่
และ “ณัฐพงษ์” กล่าวด้วยว่า ไม่มีเหตุผลจำเป็นใดๆ เลยที่จะปัดตกญัตติเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ นอกเสียจากรัฐบาลมีความต้องการที่จะปิดหูปิดตาประชาชน และดึงดันเดินหน้าโครงการอย่างเต็มที่
ส่วนข้อเสนอพรรคประชาชนต่อการพัฒนาภาคใต้ “ณัฐพงษ์” กล่าวว่า ขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า คือการทำโครงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ “ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้” หรือ Southern Biodiversity Regeneration Corridor (SBRC) เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลให้แก่พื้นที่ภาคใต้แทน
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค มองว่า ด้วยเงินลงทุนจำนวนเดียวกันหรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ พี่น้องชาวใต้สามารถมีมอเตอร์เวย์ที่วิ่งตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปถึงชายแดน มีรถไฟรางคู่ที่เป็นระบบไฟฟ้า เชื่อมโยงกับมาเลเซียได้ สามารถที่จะขยายเครือข่ายทั้งถนน ราง ในแนวขวางของภาคใต้ พัฒนาท่าเรือสองฝั่งรองรับสินค้าได้
เพราะฉะนั้น เรามองว่า ภาคใต้ไม่ใช่แค่ทางผ่านสำหรับเรือต่างชาติ ไม่ใช่แค่การสร้างโอกาสสำหรับคนขายที่ดินในบริเวณนั้น แต่ภาคใต้ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมาช่วยเกษตรกรและผู้ผลิตที่สามารถเชื่อมกับโลกเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านได้ตามแนวทางที่เราเสนอ
ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้แสดงให้เห็นเรื่องความคุ้มค่า โดยเฉพาะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ในเรื่องของแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องการขายฝัน มันเป็นไปไม่ได้ จะไม่มีการประหยัดในแง่ของเวลา หรือต้นทุน หรือบริษัทเดินเรือที่จะมาใช้แลนด์บริดจ์แทนที่จะวิ่งผ่านช่องแคบมะละกา ตามที่รัฐบาลอ้างไว้ เมื่อตัวเลขมีความชัดเจน มีตัวฟ้องว่าโครงการนี้ไม่คุ้มทุน ยิ่งเป็นเหตุผลว่า ไม่ควรมีการดำเนินการ เพราะผลกระทบในด้านอื่นๆ หนักหนาสาหัสมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ความมั่นคง วิถีชีวิตชาวบ้าน เหล่านี้คำนวณออกมาเป็นเม็ดเงินไม่ได้
นอกจากนี้ การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า การประเมินความคุ้มค่าของสภาพัฒน์(สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สศช.) และ สนข.(สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สนข.) มีความต่างกัน แต่สิ่งที่ยังไม่มีการศึกษาคือผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะในรายงานของ สนข. มีการพูดถึงงบฯเยียวยาด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท ขณะเรากำลังสูญเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นพื้นที่ที่องค์การยูเนสโก ให้ความสำคัญเรื่องการท่องเที่ยว และความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเมินค่าไม่ได้ เมื่อเทียบกับความอ่อนไหวทางสภาพภูมิอากาศในวันนี้
“การดี” โยงว่า นี่คือความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ(ของสภาฯ)เพื่อจะดูให้รอบด้าน จะมองแค่เม็ดเงินในปัจจุบันตามหลักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้แล้ว.... (แต่ก็ถูกตีตกไปแล้ว)
แน่นอน, โครงการ “แลนด์บริดจ์” ขายฝันในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งทะเล ได้แก่ ฝั่งทะเลอันดามัน ณ แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และฝั่งอ่าวไทย ณ แหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และมีการสร้างทางเชื่อมระหว่างท่าเรือ 2 ฝั่ง ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร ทั้งทางหลวงพิเศษ รถไฟทางคู่ ท่อขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ และมีการถมทะเลเพื่อพัฒนากิจการสนับสนุนท่าเรือ
โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางการค้าของประเทศไทยกับกลุ่มประเทศที่อยู่ด้านมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้สามารถลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สนับสนุนระบบโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือของประเทศไทยเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งและเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โอกาสการจ้างงาน และช่วยลดปัญหาทางสังคมในพื้นที่จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร และจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้
ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการลงทุน 1 ล้านล้านบาท คือ กำไรตลอดอายุโครงการ กว่า 250,000 ล้านบาท ในเวลาประมาณ 24 ปีจึงจะคืนทุน สามารถสร้างงานในพื้นที่กว่า 280,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะพื้นที่ระนอง และชุมพร ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังประเมินว่า โครงการจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) สูงขึ้นถึง 5.5% ต่อปี หากดำเนินการได้ตามแผน
นี่คือ เหตุผลสำคัญที่ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้ประกอบในการผลักดันเรื่องนี้ก็ว่าได้
แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะเกิดผลกระทบสูง และต้องการให้ทบทวน นอกจากที่ฝ่ายค้านอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ยังมีอีกหลายด้าน
โดยเฉพาะผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม
นับแต่ ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและที่ดินการเวนคืนที่ดิน: โครงการนี้ต้องใช้พื้นที่มหาศาลทั้งในส่วนของท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 ฝั่งทะเล ทางหลวงพิเศษ (Motorway) และทางรถไฟ ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร และพื้นที่ใกล้เคียงเสี่ยงถูกเวนคืนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย
การสูญเสียพื้นที่เกษตร: อ.พะโต๊ะ เป็นแหล่งปลูกผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ (เช่น ทุเรียน) โครงการอาจสร้างปัญหาการแบ่งแยกพื้นที่และการทำลายระบบนิเวศสวนผลไม้
ผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและการประมงการถมทะเลและการขุดลอก : การสร้างท่าเรือน้ำลึกต้องมีการถมทะเล ซึ่งจะทำลายแหล่งหญ้าทะเล ป่าชายเลน และแนวปะการัง ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ การสูญเสียรายได้
ผลกระทบต่อประมง: สัตว์น้ำอาจลดลงหรือย้ายถิ่นหนีจากมลพิษและเสียงดัง กระทบโดยตรงต่ออาชีพประมงพื้นบ้านในจังหวัดระนองและชุมพร
ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษมลพิษทางอากาศและน้ำ: การเดินเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่หนาแน่น และการขนส่งสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง เสี่ยงปล่อยมลพิษลงสู่ทะเล
รวมถึงฝุ่นละอองที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศ ปัญหาขยะและสารเคมี: การปนเปื้อนของสารเคมีจากการขนถ่ายสินค้าและน้ำมัน อาจทำลายความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว
ความกังวลด้านกระบวนการมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็น: เครือข่ายภาคประชาสังคมและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น (EHIA) ในพื้นที่เป็นแบบแยกส่วน ประชาชนไม่เห็นภาพรวมที่ชัดเจน และข้อมูลมักเน้นไปที่ผลประโยชน์ระดับประเทศมากกว่าการเยียวยาคนท้องถิ่น
ยิ่งกว่านั้น การออกร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ… (ร่าง พ.ร.บ. SEC) ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เพื่อดึงดูดนักลงทุน และมีบทบัญญัติให้ยกเว้นกฎหมายปกติหลายประการ เพื่อลดอุปสรรคต่อการลงทุน ถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ คณะกรรมการนโยบาย SEC จะมีอำนาจเหนือหน่วยงานท้องถิ่นในการอนุมัติ อนุญาต เกี่ยวกับผังเมือง การจัดหาที่ดิน และการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
และที่วิตกกันมาก คือเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติมากเกินเหตุ อย่างการกำหนดสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตลอดจนข้อกังวลลดทอนอำนาจการตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่ และการสูญเสียทรัพยากรที่คนท้องถิ่นควรได้
สุดท้ายในเมื่อโครงการนี้มีผลกระทบมากมาย และยังไม่แน่ว่า ผลที่คาดว่าจะได้รับเป็นจริงหรือไม่ สามารถคืนทุนหรือคุ้มทุนจริงหรือไม่ แทนที่เสียงข้างมากของสภาฯ ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล จะยอมให้ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษา “แลนด์บริดจ์” ของสภาผู้แทนราษฎร กลับตีตก และมีมติส่งต่อไปให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาแทน
จึงดูเหมือนเป็นการรวบรัดตัดตอนเกินเหตุ ที่จะผลักดันอย่างเดียว ไม่เปิดช่องข้อเสนอที่เห็นต่าง แม้จากสส. ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน เพื่อให้โครงการฯที่ใช้งบประมาณมหาศาลมีความรอบคอบรัดกุม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่ ปัญหาว่าใครได้-ใครเสียกันแน่ ประชาชนภาคใต้ได้ประโยชน์จริงหรือ หรือแค่กลุ่มทุนส่วนน้อย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องแบกรับความเสี่ยงล้มเหลว และผลเสียทางสิ่งแวดล้อมที่ประเมินค่าไม่ได้ นี่คือ ประเด็นสำคัญยิ่งกว่าอื่นใด หรือไม่จริง

