วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ตั้ง คตท. ขานรับปราบทุจริต อย่าให้โอกาสดีต้องสูญเปล่า

ตั้ง คตท. ขานรับปราบทุจริต อย่าให้โอกาสดีต้องสูญเปล่า

หลังภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) “ชงเรื่องทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐให้รัฐบาลเห็นกัน ผ่านการลงมือสำรวจผู้ประกอบการธุรกิจถึง 401 ราย ทั่วประเทศ

อันถือว่า เป็นการรุกเรื่องนี้ พร้อมห้อยท้ายคำว่า “ไม่ทน” นั่นเท่ากับโยนโจทย์ใหญ่ของประเทศ ไปสู่สาธารณชน ให้มีแรงบีบอย่างสูงต่อผู้มีอำนาจแก้ปัญหา เป้าหมายอยู่ที่รัฐบาล จะเอาอย่างไร นิ่งเฉย ตามกระแส หรือ ฝืนกระแส

ปรากฏว่า “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และรัฐมนตรีบางคน “เสียรังวัด” กับเรื่องนี้พอสมควร ก่อนจะตั้งตัวได้ก็ถูกแขวนประจานเรียบร้อย

แต่ยังดีที่กลับมาได้ โดย “อนุทิน” ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ “คตท.” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ และให้ คตท. มีอำนาจหน้าที่  

1. เสนอแนะแนวทาง และมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับ คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย

2. ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ ไม่ว่าการอนุมัติ อนุญาต และให้บริการต่างๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย

3. ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท. เพื่อประกอบการพิจารณา

4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น

5. ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ไม่เพียงเท่านั้น “อนุทิน” ยังจัดประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเครือข่าย 6 ประการ

ประกอบด้วย

1. การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

2. นโยบายต่อต้านการทุจริต ให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล

3. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้

4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ

5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time

6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล

เห็นได้ชัดว่า นี่คือ โอกาสดีและโอกาสสำคัญ ในการนำเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเดิมอยู่ในที่ลับ ออกมาสู่ที่แจ้ง พร้อมมีจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การสะสางปัญหา ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว

เมื่อพูดถึงปัญหาเฉพาะหน้า ข้อมูลจากการสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ก็นับว่าน่าสนใจ

โดยคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผย “การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ” พบว่า ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง

โดย 89.1% ของภาคธุรกิจ ระบุว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรค (ปานกลางถึงมากที่สุด)ต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 51.2% มองว่า แนวโน้มคอร์รัปชันแย่ลงเทียบ 3 ปีที่ผ่านมา และ 51% ระบุว่า ความยุ่งยากในการติดต่อราชการ “เพิ่มขึ้น” ขณะที่มีเพียง 3% ที่บอกว่า “ลดลง”

ทั้งพบว่า หน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรก สื่อรายงานไปแล้ว

แล้วก็ไม่แปลก ที่ทั้ง นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคน จะวูบไหวไปกับข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา เพราะสิ่งสะท้อนจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อาจเกี่ยวข้องกับนักการเมือง?  

โดย “อนุทิน” กล่าวทำนองว่า ผู้กล่าวหาการทุจริตก็ต้องเตรียมรับความเสี่ยงหากถูกฟ้องด้วยเช่นกัน

ขณะที่ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำกับดูแลกรมควบคุมมลพิษ ตอบโต้ด้วยการไม่สบอารมณ์ที่ถูกนักข่าวจี้ถามถึงการคอร์รัปชันในหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล ถึงกับหลุดคำพูด “มึงรู้จักกูน้อยไป” ใส่นักข่าว แต่ภายหลังก็ต้องขอโทษนักข่าวที่จี้ถามเรื่องดังกล่าว

ที่น่าสนใจ หลัง “อนุทิน” ลงนามในคำสั่งตั้ง คตท. ด้าน เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท คุยการเมือง หัวข้อ “เสนอวิธีแก้การคอร์รัปชั่น”

ระบุว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต (คตท.) แก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในประเทศ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ แต่งตั้งเพื่อแก้เกี้ยวหรือแต่งตั้งเพื่อเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต หรือแต่งตั้งเพื่อกลบกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากนายอนุทินได้พูดกับสื่อมวลชนพาดพิงไปยังกกร.ว่า เมื่อกล้าที่จะเปิดเผยรายชื่อหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวข้องกับการทุจริตรับสินบน ถ้าหากไม่เป็นความจริง ก็ต้องพร้อมรับการถูกฟ้องกลับด้วย

และตอนหนึ่ง “เทพไท” เสนอแนวทางแก้ปัญหาการทุจริตของชาติ เริ่มต้นจากต้นเหตุใน3ส่วนคือ

1. แก้ไขจากนักการเมืองเข้าสู่อำนาจคือ การแก้ไขจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อผลประชามติ 21ล้านเสียง ต้องการให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นโอกาสในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองหรือส.ส. ป้องกันไม่ให้นักการเมืองซื้อเสียง ทุจริตการเลือกตั้ง ถ้านักการเมืองไม่ซื้อเสียง ไม่ลงทุน การเข้าสู่อำนาจจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยลง แต่ถ้านักการเมืองหรือพรรคการเมืองลงทุนกันอย่างมโหฬาร ซื้อเสียงกันอย่างเปิดเผย หมดเงินกันพรรคละหลัก1,000ล้านถึง10,000ล้านบาท เมื่อเลือกตั้งเสร็จ ทุกพรรคก็หวังจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็ถอนทุนคืน จึงเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชั่น

เมื่อโอกาสที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็ควรเขียนบทบัญญัติให้รัดกุม ให้การเมืองสุจริต ให้องค์กรอิสระเป็นองค์กรอิสระจริง ไม่ได้ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมือง รวมไปถึงการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาต้องโปร่งใส และไม่มีการบล็อคโหวตหรือฮั้วส.ว.กัน

2.ต้องปรับทัศนคติหรือค่านิยมของประชาชน โดยยึดหลักของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่เรียกร้องให้คนไทยทุกคนต่อต้านการทุจริต ไม่ยกมือไหว้คนโกง ไม่คบค้าสมาคมกับคนทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งต้องสร้างค่านิยมและรณรงค์ให้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เพราะปัจจุบันมีค่านิยมสนับสนุนหรือเอื้อต่อการทุจริต มีบางกลุ่ม บางพวกพยายามสร้างทัศนคติว่า ถึงโกงก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทำงานให้กับประเทศชาติ หรือโกงบ้างก็ไม่เป็นไร แต่บริหารประเทศให้เศรษฐกิจดีขึ้น ซื้อเสียงก็ไม่เป็นไร จะไปถอนทุนในภายภาคหน้า แต่วันนี้เอาเงินไว้ก่อน มาจ่าย 1,000 บาทก็รับแล้วเลือก ดีกว่าเลือกแบบไม่ได้อะไรตอบแทน

3.การบังคับใช้กฎหมายต้องเคร่งครัด และเอาจริงเอาจัง กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ โดยยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายต่อคนโกงคนทุจริต ไม่เล่นพรรคเล่นพวก องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน หรือตรวจสอบการทุจริต ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เล่นพรรคเล่นพวก

ถ้าหาก 3 เรื่องนี้สามารถทำได้ และมีประสิทธิภาพเพียงพอ น่าจะเป็นเงื่อนไขทำให้การทุจริตคอรัปชั่นในประเทศเบาบางไม่มากก็น้อย และเชื่อว่าทั้ง 3 เรื่อง คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติตั้งแต่ต้นทาง

พูดถึงการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ที่เกาะกินสังคมไทยมาช้านาน จนในวันนี้กลายเป็นมะเร็งร้ายที่ต้องเร่งรักษาไปแล้ว

ถึงตอนนี้ ถ้าใครยังทนได้กับการทุจริตคอร์รัปชัน แสดงว่า ใครคนนั้นต้องได้ผลประโยชน์ เป็นตัวมะเร็ง และไม่สนใจความเป็นความตายของประเทศ

ดังนั้น การที่ภาคเอกชนไม่ทนกับการทุจริตคอร์รัปชนอีกต่อไป การที่รัฐบาลอนุทิน ขานรับที่จะปราบปราม ภายใต้คณะกรรมการที่ชื่อว่า “คตท.” ต้องถือเป็นโอกาสดีที่สองภาคส่วนสำคัญของประเทศ จูนคลื่นเข้าหากัน และเชื่อว่าทุกคนจะเห็นดีเห็นงามด้วย

ปัญหามีอยู่อย่างเดียว โอกาสดีๆ อย่างนี้ ทุกคนจะต้องไม่ทำให้สูญเปล่าไปกับความไม่จริงใจไม่จริงจังของรัฐบาล แล้วถูกปล่อยปละละเลยในที่สุดได้อย่างไรเท่านั้น