วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ที่ทางของประเทศกำลังพัฒนาใน Space Economy

ที่ทางของประเทศกำลังพัฒนาใน Space Economy

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวอวกาศกลับมาอยู่ในความสนใจ ทั้งจากการเผยแพร่เอกสาร UAP หรือ “ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้” ชุดใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ และความพยายามปล่อย Starship ของ SpaceX จรวดขนาดยักษ์ที่ถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในระบบขนส่งอวกาศที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา Starship สูง 408 ฟุต ประกอบด้วยยานชั้นบนชื่อเดียวกัน และบูสเตอร์ Super Heavy ที่มีเครื่องยนต์ 33 เครื่อง

เป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้ทั้งระบบกลับมาใช้ซ้ำได้ หากทำสำเร็จ ต้นทุนและขีดความสามารถในการส่ง Payload หรือน้ำหนักบรรทุกขึ้นสู่อวกาศอาจเปลี่ยนไปอย่างมาก เทคโนโลยีนี้ยังเกี่ยวข้องกับโครงการ Artemis ของ NASA ที่ต้องการใช้ Starship เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์ รวมถึงวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่านั้น ตั้งแต่การส่งมนุษย์และสินค้าไปดวงจันทร์ ดาวอังคาร ไปจนถึงแนวคิดเรื่อง Orbital Data Centers หรือศูนย์ข้อมูลในวงโคจร

อวกาศในฐานะ ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ และเครื่องมืออ่านโลก

อวกาศไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของการสำรวจหรือการแข่งขันเชิงอำนาจอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอีกชั้นหนึ่งของโลก ดาวเทียมไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตประจำวันอย่างที่คิด เพราะมันรองรับทั้งการสื่อสาร ระบบนำทาง การติดตามภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติ เกษตรแม่นยำ โลจิสติกส์ ผังเมือง และบริการดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล

พูดให้ชัดขึ้น Space Economy ไม่ได้หมายถึงการพาคนหรือสิ่งของขึ้นไปสู่อวกาศเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้ข้อมูลและโครงข่ายจากดาวเทียมเพื่อให้เรามองเห็น เข้าใจ และจัดการปัญหาบนโลกได้ดีขึ้น สิ่งที่ทำให้จังหวะนี้ต่างจากอดีต คือเทคโนโลยีอวกาศไม่ได้เติบโตลำพัง แต่กำลังเชื่อมกับ AI, Cloud, Robotics, Advanced Materials, Biotechnology และ Climate Science จนเกิดระบบนวัตกรรมข้ามอุตสาหกรรม

ที่ทางของประเทศกำลังพัฒนาใน Space Economy

ดาวเทียมจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเก็บข้อมูล แต่เริ่มทำหน้าที่เหมือนระบบอัจฉริยะที่ประมวลผลข้อมูลในวงโคจร ตรวจจับความผิดปกติ และปรับการทำงานได้เอง เมื่อข้อมูลจากอวกาศถูกแปลงเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น Space Economy จึงไม่ได้อยู่ที่อวกาศเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับความสามารถในการอ่านโลกได้ชัดขึ้น ทันขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น

ตัวเลขการเติบโตช่วยยืนยันภาพนี้ World Economic Forum ระบุว่า เศรษฐกิจอวกาศโลกมีมูลค่า 613 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และมีแนวโน้มเกิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 แต่มูลค่าใหม่จำนวนมากไม่ได้เกิดจากจรวดหรือดาวเทียมเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการนำข้อมูลจากอวกาศไปใช้ในเศรษฐกิจจริง

สนามแข่งขันของอาเซียน และโอกาส ‘แก้โจทย์บนดิน’ ของไทย

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด Computer Weekly รายงานว่า การนำ Earth Observation Data หรือข้อมูลสังเกตการณ์โลกจากดาวเทียม มาใช้อาจเพิ่ม GDP ให้ภูมิภาคได้ถึง 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หลายประเทศเริ่มใช้ประโยชน์แล้ว เช่น

- มาเลเซีย ใช้ข้อมูลนำทางดาวเทียมคาดการณ์รูปแบบผู้โดยสารก่อนปรับเส้นทางรถบัส

- อินโดนีเซีย ใช้ข้อมูลดาวเทียมตรวจจับสัญญาณโรคพืช

- ฟิลิปปินส์ ใช้ Satellite Internet ให้บริการ Wi-Fi ฟรีแก่ชุมชนห่างไกล

สำหรับประเทศไทย ภาพของ Space Economy เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมจาก GISTDA ที่เปิดตัว “ระบบเช็คแล้ง” ซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับ AI เพื่อติดตามความเสี่ยงด้านน้ำในระดับพื้นที่ ขณะเดียวกัน ไทยก็กำลังพัฒนา THEOS-3 ดาวเทียมสำรวจโลกรุ่นล่าสุดที่ออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทย ใช้ชิ้นส่วนสำคัญและประกอบทดสอบในประเทศ

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า ที่ทางของไทยอาจเริ่มจากการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ดาวเทียมสำรวจโลก และ AI เพื่อแก้โจทย์เกษตร ภัยแล้ง และภัยพิบัติ

ที่ทางของประเทศกำลังพัฒนาใน Space Economy

ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ก็เข้าสู่ Space Economy ด้วยเส้นทางที่ต่างกัน
เคนยา เริ่มจาก CubeSat หรือดาวเทียมขนาดเล็กผ่านมหาวิทยาลัย
บราซิล ใช้ดาวเทียมติดตามการตัดไม้ทำลายป่า
ตุรกี พัฒนาดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการเกษตร ภัยพิบัติ และผังเมือง
ส่วน เอกวาดอร์ ใช้ทำเลใกล้เส้นศูนย์สูตรเป็นข้อได้เปรียบในการพัฒนา Spaceport หรือท่าอวกาศยาน

เหรียญสองด้านของเศรษฐกิจอวกาศ และกติกาที่ต้องระวัง

ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่จำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมอวกาศครบวงจรตั้งแต่ต้น แต่ควรมองหาช่องว่างใน Value Chain หรือห่วงโซ่คุณค่าที่ตนเองแข่งขันได้

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอวกาศไม่ได้มีแต่ด้านบวก เมื่อดาวเทียมและข้อมูลจากอวกาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการสำคัญบนโลก ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งความแออัดในวงโคจร ขยะอวกาศ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การรบกวนสัญญาณ

รวมถึง การจัดสรรคลื่นความถี่และตำแหน่งวงโคจร ซึ่งอาจทำให้ประเทศและบริษัทขนาดใหญ่ได้เปรียบมากขึ้น หากไม่มีกติกาที่รอบคอบ โครงข่ายอวกาศที่ควรช่วยลดความเหลื่อมล้ำ อาจกลับสร้างความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่

ที่ทางของประเทศกำลังพัฒนาใน Space Economy จึงอาจไม่ได้เริ่มจากการมองขึ้นไปบนฟ้า แต่อาจเริ่มจากการมองปัญหาบนพื้นดินให้ชัด แล้วใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนมันให้เป็นนโยบาย บริการ หรือธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง