ทะยานสู่อวกาศเรียบร้อยแล้วกับภารกิจ Artemis II เมื่อเวลา 5.35 น.(เวลาในไทย) วันพฤหัสฯ 2 เม.ย. นักบินอวกาศ 4 ชีวิตจะเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ แล้วกลับโลก ใช้เวลารวม 10 วัน
เมื่อเวลาราว 22.35 น. ของวันที่ 1 เม.ย.ตามเวลาในสหรัฐ นักบินอวกาศในโครงการอาร์เทมิส 2 (Artemis II) จะเดินทางสู่วงโคจรของดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี หลังจากภารกิจอะพอลโลในปี 2515
ภารกิจครั้งนี้ยังไม่ได้สัมผัสผิวดวงจันทร์โดยตรง แต่ก็เป็นการเตรียมพร้อมหรือทดสอบสำหรับภารกิจใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้ากับการสัมผัสผิวดวงจันทร์จริง
ครั้งนี้เป็นการบินอ้อมดวงจันทร์ในลักษณะ “สลิงช็อต” หรือการเหวี่ยงผ่านแรงโน้มถ่วง ก่อนเดินทางกลับโลกโดยจะใช้เวลารวมประมาณ 10 วัน แล้วลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก
ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้สอดรับกับการที่ประเทศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการร่วมลงนามในข้อตกลง Artemis Accords เมื่อปี 2567 เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่ที่ทำให้ไทยสามารถเจรจาหารืออย่างเป็นทางการกับสหรัฐ ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาร์เทมิสและการสำรวจดวงจันทร์
โอกาสหายากจากนาซา
29 ต.ค.2567 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการลงนามใน Artemis Accords โดยมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เป็น National Focal Point ของประเทศไทย จึงเป็นโอกาสของไทยเราที่จะพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและอุตสาหกรรมอวกาศให้ก้าวกระโดดทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ บนเวทีโลก
ข้อตกลงนี้นักวิจัยไทยจะมีโอกาสในการสำรวจดวงจันทร์ร่วมกับ NASA โดยตรง ซึ่งถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากและเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการยกระดับงานวิจัยด้านอวกาศของไทย
รศ.ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม หัวหน้าโครงการวิจัย Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ส่งผลึกเหลวไปทดลองในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) กล่าวว่า โครงการอาร์เทมิสช่วยสร้างรากฐานที่สำคัญให้กับประเทศไทยในหลายมิติ
ไม่ว่าจะเป็น การสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างด้านทัศนศาสตร์ (Optics) โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการสร้างเครื่องมือ Hyper Spectral Imaging เพื่อใช้ในการถ่ายภาพและวิเคราะห์องค์ประกอบหรือสารประกอบบนพื้นผิวดวงจันทร์
ขณะที่เยาวชนจะได้นำภาพถ่ายและข้อมูลจากการสำรวจอวกาศมาทำการวิเคราะห์ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยต่อไป
Artemis Accords จะช่วยบ่มเพาะนิสิตนักศึกษา และนักวิจัยไทยได้ทำงานวิจัยระดับโลกร่วมกับนาซา ซึ่งเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูงเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอวกาศของไทยอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้พื้นฐานสู่การผลิตดาวเทียมในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็น ดาวเทียมสำรวจโลก ดาวเทียมสำรวจชั้นบรรยากาศ หรือดาวเทียมสำรวจดวงดาวอื่น ๆ รวมถึงการก้าวไปสู่การสร้างจรวดของไทยเอง
ที่สำคัญคือ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพิสูจน์ศักยภาพ โดยแสดงให้เยาวชนไทยเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าสู่โลกของการสำรวจอวกาศตามความใฝ่ฝัน รวมทั้งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถมีนักบินอวกาศของตนเองได้ในอนาคต
ระดมสมองหาจุดแข็งอวกาศไทย
เมื่อเร็วๆ นี้ GISTDA จัดการประชุมระดับชาติ “เครือข่ายความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการสำรวจอวกาศ Artemis Program” มีผู้เข้าร่วมจากสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่ง เปรียบเสมือนการรวมตัวของ “หัวกะทิ” ระดับประเทศ ที่มาร่วมกันระดมสมอง วางรากฐาน และกำหนดทิศทางของยุทธศาสตร์อวกาศไทย
การจัดสัมมนาในครั้งนั้นนับเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในการผลักดันขีดความสามารถด้านอวกาศของไทย เป็นการรวบรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและงานวิจัยจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ มาวิเคราะห์จุดแข็งร่วมกัน
เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดว่าประเทศไทยจะมีบทบาทในส่วนใดของโครงการสำรวจอวกาศนานาชาติได้บ้าง
ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากอดีตที่เทคโนโลยีอวกาศถูกผูกขาดโดยองค์กรรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่แห่ง
แต่วันนี้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่" ที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้สร้างระบบจรวด ดาวเทียม และให้บริการโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์จากอวกาศได้อย่างไร้ขีดจำกัด
สำหรับ GISTDA การสร้างและเสริมขีดความสามารถด้านอวกาศของไทยให้ไปไกลมากกว่าเดิม คือพันธกิจหลักที่เรามุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริงมาโดยตลอด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดโครงการ Apollo
ที่เรากำลังจะได้เห็นสหรัฐอเมริกาส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ภายใต้โครงการ Artemis ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการสร้าง “เศรษฐกิจบนดวงจันทร์” (Lunar Economy) และใช้เป็นฐานที่มั่นในการสำรวจดาวอังคารต่อไป
ภาพ : 4 นักบินอวกาศจากนาซาในภารกิจ Artemis II
ไทยจะร่วมสร้างประวัติศาสตร์
การบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ ต้องอาศัยการยกระดับระบบนิเวศอวกาศ (Space Ecosystem) แบบก้าวกระโดดและครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ด้านวิศวกรรมจรวด ยานอวกาศ เทคโนโลยีการลงจอด
ระบบสนับสนุนการดำรงชีพของนักบินอวกาศ ระบบพลังงาน เชื้อเพลิง การสื่อสารขั้นสูง การทำเหมืองแร่บนดวงจันทร์ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านการแพทย์อวกาศ วัสดุศาสตร์ และชีววิทยา
นี่คือขุมทรัพย์ทางความรู้และเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมโลก และเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วม ไม่ใช่ในฐานะผู้ชม แต่ในฐานะผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์
“ไม่ใช่คนทุกเจเนอเรชันที่จะได้มีโอกาสเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ในเช้าวันนี้ Artemis II จะทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ
ผมเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า หากพวกเราทุกภาคส่วนร่วมมือกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยีไทย ธงชาติไทยและการมีส่วนร่วมของคนไทย ปรากฏอยู่ในภารกิจ Artemis III หรือ Artemis IV อย่างแน่นอน” โฆษก GISTDA กล่าว





