นับเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก โดยหากย้อนไปในช่วงต้นปีแล้วให้เลือกดัชนีที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีในปีนี้ อันดับต้นๆ อาจจะไม่มีดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นอยู่เลย
แต่เมื่อผ่านไปครึ่งปีดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นทั้ง Nikkei 225 (ครึ่งปีแรกปรับตัวขึ้น 27.2%) และ TOPIX (21.0%) กลับให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าตลาดอื่นๆ แม้จะยังแพ้หุ้นกลุ่มเทคโนโลนีในสหรัฐฯ (NASDAQ Composite 31.7%) แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีหลักอื่นๆ เช่น S&P500 (15.9%) และ Eurostoxx600 (8.7%) เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนหลายๆ คนก็อาจจะปรับมาเพิ่มน้ำหนัก (Overweight) ไม่ทัน เนื่องจากส่วนใหญ่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ไม่หวือหวานัก .. วันนี้เราลองมาพิจารณาปัจจัยที่คาดว่าจะมีส่วนสำคัญที่ผลักดันผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมากันครับ ...
ประการแรก แผนปฏิรูปโครงสร้างภาคธุรกิจ จริงๆ นับเป็นความพยายามมาตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะที่เริ่มขึ้นในปี 2014 กับความพยายามที่จะฟื้นภาคธุรกิจของญี่ปุ่นที่เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจรวมถึงฟองสบู่ในช่วงก่อนหน้า ทำให้ในภาพรวมบริษัทจดทะเบียนต่างๆ มักจะดำเนินนโยบายแบบที่ไม่รับความเสี่ยงหรือแนวทางใหม่ๆ มากนัก ซึ่งทำให้ธุรกิจยังดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น แต่ก็ไม่ได้เติบโตหวือหวา ขาดซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็สะท้อนอยู่ในอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่สู้ประเทศหลักๆ ไม่ได้
แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานักลงทุนน่าจะเริ่มเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจบ้าง เช่น การที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange) ออกมาเรียกร้องให้บริษัทจดทะเบียนและผู้บริหารระดับสูงคำนึงเรื่องของการเติบโต ต้นุทนทางการเงิน และสัดส่วนทางการเงินต่างๆ มากขึ้น
ผ่านทางการปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานและการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ รวมถึงผลักดันให้มีการจ่ายเงินปันผลให้มากขึ้น หรือซื้นหุ้นคืนเพิ่มเติมด้วย มากกว่าจะสนใจแค่เรื่องของยอดขายและรายได้เพียงอย่างเดียว (Action to Implement Management That is Conscious of Cost of Capital and Stock Price, มีนาคม 2566) เนื่องจากพบว่ากว่าครึ่งของบริษัทจดทะเบียนมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) ต่ำกว่า 8% (TOPIX 8.4% เทียบกับ S&P500 ที่ 17.3% และ Eurostoxx600 ที่ 11.8%)
และมีระดับการซื้อขายของอัตราส่วนราคาเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (Price per Book Value) ที่ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งการเรียกร้องดังกล่าวแม้จะไม่ได้มีผลทางกฏหมายหรือกรอบเวลาที่แน่ชัด แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือแม้แต่การประกาศขึ้นค่าแรงขึ้นสูงสุด 40% ของ Fast Retailing เจ้าของสินค้า Uniqlo ที่เราคุ้นเคยกันดี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพนักงานและยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากลก็อาจจะนับเป็นเพียงหนี่งในตัวอย่างหลายๆ อันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่น
ประการที่สอง ปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเองก็ดูเหมือนจะทำได้ดี โดยไตรมาสแรกปี 2566 เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น 2.7% (Annualized Quarter-on-Quarter) จากที่เคยคาดไว้เพียง 1.6% นำโดยการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคของครัวเรือน แม้การลงทุนภาคเอกชนบางส่วนจะเป็นการสำรองสินค้าก็ตาม
แต่ในภาพรวมก็นับได้ว่าสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญและคาดว่ายังคงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดี สวนทางกับสหรัฐฯ และยุโรป ในขณะที่เงินเฟ้อที่เป็นหัวใจสำคัญต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินเองก็ดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเงินเฟ้อทั่วไป เดือน พ.ค. อยู่ที่ 3.2% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบนี้ที่ 4.3% ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
ในขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปไม่รวมพลังงานและอาหารสดยังคงเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 4.3% ในเดือน พ.ค. ซึ่งการเพิ่มขึ้นแม้จะยังมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก แต่อย่างน้อยในรอบนี้สัญญาณการปรับขึ้นค่าแรงก็ยังมีให้เห็นบ้าง ซึ่งหากทำได้ต่อเนื่องก็จะอาจจะทำให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเงินเฟ้ออย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
ประกอบที่สาม ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะรวมถึงการเข้าลงทุน บริษัทเทรดดิ้ง หรือที่เราอาจจะได้ยินชื่อเรียกในกลุ่มนี้ว่า “Sogo Shosha” ของ Berkshire Hathaway ในเดือน เม.ย. ซึ่งนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มเติม หรือ การหันกลับมาลงทุนหุ้นในประเทศของนักลงทุนญี่ปุ่นเอง จากโอกาสในการเติบโตที่กลับมาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผานมา
รวมถึงเงินเฟ้อในประเทศที่เพิ่มขึ้น น่าจะส่งผลทางอ้อมให้นักลงทุนญี่ปุ่นน่าจะตัองจัดพอร์ตฟอลิโอด้วยการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและชนะเงินเฟ้อในระยะยาว รวมถึงนักลงทุนสถาบันในประเทศที่อาจจะนำเงินลงทุนกลับมา หากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากการผ่อนปรนมาตรการ Yield Curve Control ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
เหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้นที่จะพอจะจัดกลุ่มได้ อนาคตอาจจะมีเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมได้ สุดท้ายจะซื้อดีหรือไม่ ตกรถแล้วหรือยัง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพิจารณาว่าปัจจัยบวกต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นปัจจัยเพียงชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วหายไป ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงสั้นๆ หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าจะส่งผลดีต่อเนื่องในระยะกลางถึงยาว และปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยคือเรื่องของระดับราคา (Valuation) ที่เหมาะสม ซึ่งหากระดับราคาเหมาะสมก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการลงทุนไปได้มาก ส่วนคำตอบว่าจะทำอย่างไรนั้น นักลงทุนแต่ละคงน่าจะพอมีคำตอบในใจว่าควรทำอย่างไรครับ ...
หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด





