ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงในปีนี้ โดยเฉพาะทวีปยุโรป ที่เข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่ปีที่แล้ว กดดันจากวิกฤตพลังงาน
ด้านสหรัฐฯ เอง ที่แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านตลาดแรงงาน แต่ด้วยท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ก็มีโอกาสกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยได้เช่นกัน
ในทางกลับกันการเติบโตของเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม หลังจากที่จีนล็อกดาวน์เข้มงวดมาราว 3 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2020 ทำให้ชาวจีนมีอัตราการออมที่สูงขึ้นกว่า 2 ล้านล้านหยวนในช่วงที่ผ่านมา ในที่สุดจีนได้มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทางการจีนประกาศเปิดประเทศอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม เร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะเริ่มเปิดประเทศในไตรมาส 2/2023 ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่แรงบริโภคสินค้าและบริการอย่างมหาศาล จากชาวจีนจำนวนกว่า 1,400 ล้านคน และจีนจะกลับมาเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้เองอาจเป็นความหวังเศรษฐกิจบางประเทศรอดพ้นภาวะถดถอยได้ เพราะ แรงส่งจากเศรษฐกิจจีนนอกจากจะเป็นผลบวกต่อภาคการบริโภคและการคมนาคมไปยังประเทศอื่นๆ แล้ว ยังเป็นผลดีต่อกิจกรรมภาคการผลิตและการค้าโลก ส่งอานิสงค์บวกแก่ประเทศผู้ส่งออกกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย ด้านนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักเริ่มปรับเพิ่มประมาณการ GDP จีนปี 2023 สู่ระดับราว 5% จากคาดการณ์เดิมที่ราว 4% แม้จะไม่สูงเท่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่นับว่าโดดเด่นมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ GDP มีโอกาสเติบโตได้เพียง +0.4%
นอกจากเรื่องเปิดประเทศแล้ว เปิดศักราชใหม่ได้ไม่ถึงครึ่งเดือน จีนก็มีข่าวดีอื่นๆ อีก ทั้งประเด็นที่ทางการจีนอนุมัติให้ Ant Financials บริษัทในเครือของ Alibaba อินเตอร์เน็ตแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ระดมทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ หลังจากที่ถูกระงับไปช่วงปลายปี 2020 นอกจากนั้นทางการจีนได้ผ่อนคลายเกณฑ์การกู้ยืมและระดมทุนในภาคอสังหาฯ เพื่อให้บริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ มีสภาพคล่องมากขึ้น สะท้อนว่ามาตรการควบคุมทั้งกลุ่มเทคฯ และภาคอสังหาฯ ที่เคยเข้มงวดได้เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายอย่างชัดเจน
ด้วยปัจจัยบวกดังกล่าว ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีหุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกง (ดัชนี HSCEI) ปรับเพิ่มขึ้นโดดเด่น +8% และหุ้นจีนที่จดทะเบียนในจีนแผ่นดินใหญ่ (ดัชนี CSI300) +4% ในขณะที่หุ้นโลกปรับขึ้นเพียง +3% และหากนับจากจุดต่ำสุดช่วงปลายเดือนตุลาคม หุ้นจีนรีบาวด์มาแล้ว +48% และ +15% สำหรับดัชนี HSCEI และ CSI300 ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มกราคม)
แม้หุ้นจีนจะปรับขึ้นมามากแล้ว แต่ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อ จากหลายปัจจัยสนับสนุน ทั้งระดับ Valuation หุ้นจีนที่ถือว่าถูกเมื่อเทียบกับหุ้นประเทศอื่น โดยดัชนี HSCEI และ CSI300 ซื้อขายในระดับ P/E ล่วงหน้าที่ 8.9 และ 11.7 เท่า ต่ำกว่าหุ้นโลกที่ 15.1 เท่า ทางการจีนยังคงเน้นออกมาตรการเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านทั้งนโยบายการเงินและการคลัง รวมถึงประเด็นความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ถือว่าดูดีขึ้นตั้งแต่ที่ปธน.สีจิ้นผิง และปธน.ไบเดนได้พบกันที่บาหลีในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเปิดประเทศของจีนอาจจะไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสพุ่งสูงขึ้นในเมืองเล็กๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ชาวจีนมักเดินทางกลับบ้าน นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงจากประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจกลับมาตึงเครียด หรือประเด็นข้อบังคับที่ทางการจีนอาจพลิกมาดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นมิตรต่อตลาดอีกครั้ง
ในแง่ของการลงทุน แนะนำลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจีน ที่เน้นหุ้นจดทะเบียนในจีนแผ่นดินใหญ่ (A-Shares) เพราะ แม้ว่าหุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกงและสหรัฐฯ จะปรับขึ้นได้ดีกว่าหลังเปิดประเทศ แต่ A-Shares ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า มีความสัมพันธ์ต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศพัฒนาแล้วต่ำกว่า และได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยกว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง นอกจากนั้นด้วยตลาดหุ้นจีนมักมีความผันผวนสูง จึงแนะนำกองทุนที่เสริมกลไกการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยสามารถเพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดได้ในยามที่ความผันผวนพุ่งสูงขึ้น จึงสามารถช่วยลดทอนการขาดทุนในช่วงตลาดขาลงได้





