วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นเวียดนามถล่ม วิกฤติหรือโอกาส

ในช่วงที่โลกกำลังประสบกับปัญหาสารพัด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นโดยเฉพาะของสหรัฐและประเทศสำคัญทั้งหลายถดถอยและลดต่ำลงจนกลายเป็น “วิกฤติ” นั้น  ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามซึ่งเคยเป็น  “ดารา” และให้ผลตอบแทนสูงแทบจะที่สุดในโลกถึงสิ้นปีที่แล้ว ก็ตกลงมาแบบ  “ถล่มทลาย” เช่นเดียวกัน 

ในช่วงที่โลกกำลังประสบกับปัญหาสารพัด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นโดยเฉพาะของสหรัฐและประเทศสำคัญทั้งหลายถดถอยและลดต่ำลงจนกลายเป็น “วิกฤติ” นั้น  ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามซึ่งเคยเป็น  “ดารา” และให้ผลตอบแทนสูงแทบจะที่สุดในโลกถึงสิ้นปีที่แล้ว ก็ตกลงมาแบบ  “ถล่มทลาย” เช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา  และถ้านับจากต้นปีถึงช่วง 3-4 วันนี้  ดัชนีได้ตกลงมาจากประมาณ 1,500 จุดเหลือเพียง 1,000 จุด หรือลดลงประมาณ 33% แล้ว  ทั้งๆที่เวียดนามไม่ได้มีปัญหาอะไรใหญ่โต  เศรษฐกิจเวียดนามเองไม่ได้ถดถอย  ว่าที่จริงเศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโต  “เป็นบ้า”  ไตรมาส 3 ของปีนี้ ที่เพิ่งประกาศตัวเลขนั้น GDP โตถึง 13.7% รวม 3 ไตรมาสก็โตถึง 8.8% สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2011

สิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามตกลงมาเป็นวิกฤตินั้น  นอกจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่มาจากต่างประเทศแล้ว  เหตุผลที่อาจจะสำคัญกว่าก็คือ  การที่ทางการเวียดนามจับนักลงทุนและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนรวมถึงผู้ควบคุมกฎเช่น ผู้บริหารของ กลต. และตลาดหลักทรัพย์ ที่มีการฉ้อฉลและทำผิดกฏของการออกและซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรและการปั่นหุ้นในหลายๆ กรณีในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา 

 

นั่นทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นซึ่ง 90% เป็นนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยที่เข้ามาเล่นแบบเก็งกำไรตกใจเทขายหุ้นทำให้หุ้นตกหนัก และส่งผลให้นักลงทุนที่ใช้มาร์จินซึ่งมีจำนวนมากต้องขายหุ้นตามเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟอร์ซเซล  ผลก็คือ  ตลาดหุ้นถล่ม

และทุกครั้งที่ตลาดเกิด “วิกฤติ”  สิ่งที่นักลงทุนจะต้องวิเคราะห์ก็คือ  มันเป็น  “ภัยคุกคาม” ที่จะต้องหนีหรือขายหุ้นทิ้ง  หรือเป็น  “โอกาส” ที่จะเข้าไปช้อนซื้อหุ้นที่ตกลงมามากมายทั้ง ๆ  ที่มันไม่ได้มีปัญหาหรือถูกกระทบอะไรมาก  และเมื่อสิ่งเลวร้ายต่างๆ  ผ่านไป  ราคาหุ้นก็จะปรับตัวกลับขึ้นมาเท่าเดิมและโตต่อไปอีกยาวนานโดยเฉพาะถ้ามันเป็นหุ้น  “ซุปเปอร์สต็อก” 

คำตอบของผมชัดเจนว่า  นี่เป็นโอกาสที่น่าจะหาได้ยาก ตั้งแต่นักลงทุนไทยเริ่มสนใจและเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในรอบหลายปีที่ผ่านมา  ลองมาดูเหตุผลกัน

 ข้อแรก  พื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนามนั้นแข็งแกร่งและจะไม่ถดถอยลงเหมือนประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศที่ “โตเร็ว” อื่น ๆ  แม้ว่าเวียดนามจะมีการส่งออกสินค้าสูงมากและปริมาณมากที่สุดไปยังตลาดสหรัฐที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยลงเนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงเพื่อปราบเงินเฟ้อที่รุนแรง 

แต่การส่งออกของเวียดนามก็ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอานิสงส์ จากความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น  และสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีนก็ช่วยสนับสนุนให้เวียดนามค้าขายได้มากขึ้น  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เวียดนามได้เปรียบดุลการค้าประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนปี 2022 นี้ และก็น่าจะยังเป็นบวกต่อ ๆ ไปในปีนี้และปีหน้า

 ที่สำคัญมากยิ่งกว่าการส่งออกก็คือ  การเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศที่โตขึ้นแบบก้าวกระโดดอานิสงส์จากการเปิดเมืองหลังโควิด ซึ่งแทบทุกเซ็กเตอร์รวมถึงภาคบริการเช่นในเรื่องของอาหารและการค้าปลีกเติบโตเกิน 20% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ “ต่ำ” ที่ 2.7% ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา

 ผมได้คุยกับกลุ่มนักลงทุน VI ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปทัวร์เวียดนามและพบปะผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง  สิ่งที่พวกเขาพบก็คือ  บรรยากาศที่เวียดนามคึกคักมาก  ภัตตาคารและสถานบริการกลางคืนเช่นบาร์ทุกแห่งเต็มหมด  ต้องจองล่วงหน้าถึงจะเข้าไปใช้บริการได้ 

ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถและผู้คนที่คนส่วนใหญ่ถึง 90% เลิกสวมหน้ากากกันโควิดแล้ว  ไม่ต้องพูดถึงห้างร้านหรือชอปปิ้งมอลที่คึกคักกลับสู่ภาวะปกติแล้ว  ในขณะที่สนามบินในส่วนของการบินภายในประเทศนั้น  ขณะนี้แน่นกว่าช่วงก่อนโควิดไปแล้ว  ทั้งหมดนั้นทำให้การคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าโต 6.5% และ 6.7% ตามลำดับ

 สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมคิดว่า การเข้าไปลงทุนในช่วงนี้น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะไม่เกิน 2-3 ปีขึ้นไป ก็คือการที่ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยในขณะนี้  “ถูกมาก”  ค่า P/E ของตลาดน่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10-12 เท่า  และนั่นรวมถึงค่า P/E ของ “ETF Diamond” กองทุนหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่ประกอบด้วยหุ้นที่มี Foreign Premium ประมาณ 20 ตัว ที่มีค่า P/E ประมาณ 10 เท่า เท่านั้น

 การคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงซัก 1 ปีข้างหน้าซึ่งอาจจะเป็นตัวถ่วงไม่ให้หุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงหลายไตรมาศข้างหน้าได้นั้นก็ดูไม่น่าห่วง  เพราะบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนว่าจะโตเป็นเลขสองหลัก ดังนั้น ก็ไม่น่ากลัวว่าค่า P/E ที่ต่ำในวันนี้จะสูงขึ้นในวันข้างหน้าเพราะกำไรของบริษัทลดลง

 สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดสำหรับหุ้นเวียดนามหลังจากนี้ ดูเหมือนจะอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่มีการปรับขึ้นทีเดียวถึง 1% จาก 4% เป็น  5%  และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  อัตราดอกเบี้ยทั่ว ๆ  ไปที่รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมีการปรับตัวขึ้นไปสูงมาก  ขนาดที่บางแห่งให้ดอกเบี้ยปีละ 7-8% ซึ่งทำให้น่าสนใจมากที่จะฝากเงินแทนที่จะไปลงทุนอย่างอื่น

รวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้น  และถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงนี้ดำรงอยู่นานมากอย่างที่เคยเป็นในอดีตของเวียดนาม  นี่อาจจะทำให้การลงทุนในหุ้นน่าสนใจน้อยลงและหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นไปสูงต่อเนื่องยาวนานยากขึ้น

สถานการณ์ทั้งหมดซึ่งรวมถึงการจับการปั่นหุ้นและการฉ้อฉลในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น  ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ในตลาดหุ้นไทยย้อนหลังไปก่อนปี 2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง  หรือเป็นช่วงประมาณ 22 ปีแรกของตลาดหุ้นไทยเหมือนกับช่วง 22 ปีของเวียดนามวันนี้  เพราะมันมีความละม้ายคล้ายกันมากในแง่ที่ว่า  ตลาดหุ้นยังไม่  “Mature” หรือยังไม่พัฒนาพอ การควบคุมมีความหละหลวม และเมื่อตลาดหุ้นบูมก็จะมีการปั่นหุ้นและการฉ้อฉล และเมื่อถึงจุดหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อหุ้นตกลงมาแรงก็จะมีการจับกุมคนทำผิด หรือบางทีก็เพราะมีการจับคนทำผิด หุ้นก็เลยตกลงมาแรง

 ในด้านของนักลงทุนเองนั้น ก็แทบจะมีแต่นักเล่นหุ้นรายย่อยเก็งกำไรที่พร้อมจะเข้าและออกทันทีที่ได้ยิน “เสียงนกหวีด” ดังขึ้นและมีคนร้องตะโกนว่า “ไฟไหม้” แค่เห็นควันดำปลิวเข้ามาทางประตูหรือหน้าต่าง ในขณะที่มีนักลงทุนต่างประเทศและสถาบันเพียงน้อยนิดที่ไม่มีกำลังอะไรที่จะต้านกระแสหรือพลังของนักลงทุนจำนวนมหาศาลไม่ว่าจะทางดีหรือทางร้าย

 ในด้านของเศรษฐกิจมหภาคเองนั้น  ประเทศไทยยุคนั้นก็มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากไม่แพ้อัตราของเวียดนามในวันนี้  ซึ่งก็ทำให้การฝากเงินในธนาคารเป็นการลงทุนที่ไม่เลวหรืออาจจะเรียกว่าดีเลยแหละ  เพราะได้ผลตอบแทนปีละเป็น 10% โดยที่  “ไม่มีความเสี่ยง”  เพราะรัฐบาล “ค้ำประกันเงินฝาก”   ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเวียดนามออกมาบอกว่าจะค้ำประกันเงินฝากให้ประชาชนที่แห่ไปถอนเงินจากแบ้งค์ที่กำลังมีปัญหาผู้บริหารถูกจับเพื่อป้องกัน  “Bank Run” หรือธนาคารล้มเพราะไม่มีเงินพอให้ถอน