อาทิตย์ที่แล้วคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี ตรงกับการคาดการณ์ของตลาด
ที่น่าสนใจคือเหตุผลที่กนง.ให้ในการไม่ปรับอัตราดอกเบี้ย รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจากนี้ไปว่า กนง. มองเศรษฐกิจไทยอย่างไร ดีหรือไม่ และมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องห่วง นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติเอกฉันท์ คือกรรมการที่เข้าประชุมเห็นเหมือนกันหมด ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยให้เหตุผลว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว โดย กนง. มีความเห็นว่า
หนึ่ง เศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะสมดุลมากขึ้น ขับเคลื่อนโดย การฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งออก ประเมินว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 2.4 ปีนี้ และอัตราการขยายตัวเพิ่มเป็นระหว่างร้อยละ 3.4-3.8 ปีหน้า ขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังของรัฐบาลปีหน้าว่าจะใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร
จากนั้นอัตราการขยายตัวจะลดลงเป็นร้อยละ 3.1-2.8 ในปี 2025 เมื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจบลง เป็นภาพของเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องและทยอยฟื้นตัวสู่ระดับศักยภาพ นี่คือความเห็นของ กนง.
สอง กนง. มองว่า อัตราเงินเฟ้อปีหน้าจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 1.3 ปีนี้และร้อยละ 2.0 ปีหน้า อัตราเงินเฟ้อที่ตํ่าปีนี้ได้ประโยชน์จากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า มาตรการช่วยค่าครองชีพด้านพลังงานของภาครัฐ และราคาอาหารสดที่ตํ่ากว่าคาด
สําหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในปีหน้า ถ้ามี จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยคือเป็นร้อยละ 2.2 ต่อปี
ในแง่ความเสี่ยงเงินเฟ้อ กนง. มองผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาอาหารและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจมีผลต่อราคาน้ำมันว่าเป็นความเสี่ยงหลักของเงินเฟ้อปีหน้า แต่ไม่ได้ขยายความ
สาม กนง. ประเมินว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสํารองที่เข้มแข็ง มองต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
แต่ให้ติดตามผลที่จะมีต่อความสามารถชำระหนี้ของผู้ประกอบการบางส่วน เช่น เอสเอ็มอี และครัวเรือนที่เปราะบาง ที่อาจกระทบคุณภาพของสินเชื่อ และสนับสนุนให้ปรับโครงสร้างหนี้เพื่อดูแลปัญหา
นี่คือแนวโน้มเศรษฐกิจในสายตาของ กนง. เป็นภาพของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในเป้า และระบบการเงินมีเสถียรภาพ คือดูดีทุกด้าน ซึ่งคงเป็นเหตุผลให้ กนง.ไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งล่าสุด และดูจะพอใจกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นอยู่
คําถามสำคัญคือ กนง. มองแนวโน้มเศรษฐกิจดีเกินไปหรือไม่ และเป็นโลกสวยเกินไปหรือเปล่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศมีและความไม่แน่นอนต่างๆที่มีมากในเศรษฐกิจโลกขณะนี้
เป็นคําถามที่เตือนให้ กนง. ต้องระมัดระวังและไม่ควรประมาทสถานการณ์เศรษฐกิจข้างหน้า เพราะความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และแรงปะทะจากปัจจัยภายนอกจะมีมาก ซึ่งยากจะคาดเดา ที่อาจทำให้ภาพเศรษฐกิจออกมาไม่เหมือนอย่างที่ กนง. คาด กระทบการทํานโยบายเศรษฐกิจ
ในความเห็นของผม มีอย่างน้อยสามปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสำคัญที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจเราในปีหน้าทำให้ ภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพเศรษฐกิจ อาจไม่ราบรื่นเหมือนอย่างที่ กนง. อยากเห็น
เรื่องแรกคือ เศรษฐกิจโลกที่ขณะนี้ความไม่แน่นอนมีมาก ทั้งเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยจากนี้ไป ปัญหาและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและยุโรป ความเสี่ยงภูมิศาสตร์การเมืองที่สงคราม และความขัดแย้งอาจขยายวงหรือประทุขึ้นในพื้นที่ใหม่ ซึ่งจะสร้างดิสรัปชันมากขึ้นต่อการผลิตและการค้าโลก
ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนโดยเฉพาะการเลือกตั้งสหรัฐในปีหน้าที่จะอาจสร้างเงื่อนไขให้การดําเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศหลัก คือทั้งจีนและสหรัฐ จะถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการทางการเมืองมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้การค้าและการลงทุนในเศรษฐกิจโลกจะยิ่งมีปัญหาและข้อจำกัดมากขึ้น
นี้คือความไม่แน่นอนที่อยู่นอกเรื่องเศรษฐกิจ ที่ปัจจัยขับเคลื่อนไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่จะกระทบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเราอย่างสำคัญ เพราะประเทศเราปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศอ่อนแอ ต้องพึ่งต่างประเทศมาก ทั้งเรื่องการส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุน
เรื่องที่สอง คือ เงินเฟ้อ ซึ่งที่ต้องตระหนักคือ ดิสรัปชันต่อการผลิตและการค้าที่เกิดขึ้นจากผลของสงคราม และความแตกแยกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภูมิศาสตร์การเมือง ทำให้เงินเฟ้อในเศรษฐกิจโลกจะไม่ตํ่าอีกต่อไป
โลกเศรษฐกิจขณะนี้และจากนี้ไปจะเป็นโลกเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อ ราคานํ้ามัน อัตราดอกเบี้ย จะสูงมากกว่าในอดีต ทุกอย่างจะแพงขึ้น ไม่ใช่โลกแบบโลกาภิวัตน์อีกต่อไป เป็นประเด็นทําให้ทุกประเทศต้องปรับตัว ต้องลดการใช้จ่าย
ประเทศเราก็เช่นกันและรัฐบาลจะมีภาระทางการคลังมากถ้ายังอุดหนุนราคานํ้ามันต่อไปเพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน มองไปข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อในบ้านเราก็จะสูงขึ้น กดดันให้ กนง. ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือวางกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป
เรื่องที่สามคือ หนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำทําให้ความเป็นหนี้ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น และในยุคจากนี้ไปที่อัตราดอกเบี้ยจะแพงขึ้น ต้นทุนการเงินที่สูงจะทำให้การชําระหนี้ในบางส่วนมีปัญหา ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพในระดับประเทศได้
ของเราก็ต้องระวังมากเรื่องนี้เพราะหนี้ของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และครัวเรือนได้เพิ่มสูงขึ้น และที่ต้องตระหนักคือความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการแก้ปัญหาหนี้ของทางการที่รัฐไม่ได้ทําในสิ่งที่ควรทํา กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน เกิดเงินทุนไหลออก กระทบค่าเงิน และสร้างเงื่อนไขต่อการเกิดปัญหาเสถียรภาพ
เหล่านี้คือข้อห่วงใยที่ผู้ทํานโยบายไม่ควรมองข้าม ที่โลกอาจไม่สวยและควรให้ความสำคัญ
คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต
ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล





