วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ตุลา เตะขาฝรั่ง”

เดือนตุลาคม ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตุลาคม 2555 ที่ประเทศสเปน

วันนั้น หลังจากเสร็จสิ้นการดูงาน ที่เมือง Malaga แล้ว ผู้จัดการทัวร์  ได้พาคณะของเราไป เดินชมโบสถ์ที่สวยงาม

นักท่องเที่ยวจำนวนมาก กำลังเดินซื้อของที่ระลึกที่ร้านค้าหน้าโบสถ์ ส่วนผมแยกออกมาหามุมถ่ายรูป คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไปยังจุดที่แต่ละคนสนใจ

ทันใดมีเสียงร้องดังออกมา จากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่บริเวณร้านค้าหน้าโบสถ์ ห่างจากที่ผมยืนประมาณ 80 เมตร ในวินาทีนั้นทุกคนเห็นฝรั่งตัวใหญ่มากคนหนึ่ง วิ่งหนีแหวกฝูงชนออกมา สองมือถือถุงช้อปปิ้งยกไว้เหนือหัว

มีเสียงตะโกนให้ช่วยกันจับโจร ที่กระชากถุงช้อปปิ้งมาจากนักท่องเที่ยว

ไม่มีใครวิ่งตามแม้แต่คนเดียว โจรวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว เส้นทางที่วิ่งหนีนั้นทั้งกว้างขวางและ ว่างเปล่า มีนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ช้อปปิ้งเดินอยู่เพียงประปราย และหนึ่งในนั้นคือผม ซึ่งยืนถ่ายรูปอยู่เพียงคนเดียว

พื้นที่กว้างขวางขนาดนั้น แต่โจรกลับวิ่งตรงมาทางผม และกำลังจะวิ่งผ่านไป มันคงไม่คิดอะไร เมื่อเห็นคนผมดำ ตัวเล็กๆ ยืนอยู่เพียงคนเดียว

ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมไม่มีเวลาคิด พอโจรวิ่งผ่านผมในระยะห่างไม่ถึงเมตร ผมยกเท้าขวาขึ้น “เตะสกัด” โจรที่ตัวใหญ่กว่าผม 3 เท่า ที่บริเวณหน้าขาขวาของมันทันที

แรงวิ่งของโจร บวกกับตัวที่ใหญ่ขนาดนั้น เมื่อสัมผัสกับแรงเตะสวนของผม โจรคงไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ผมกลับถูกแรงวิ่งที่กระแทกเข้ามา ทำให้เซเคว้งคว้างกลับมา เกือบ 90 องศา กล้องที่สะพายไหล่หมุนติ้ว

ผมเสียหลัก แต่ไม่ล้มครับ ประคองตัวไว้ได้ ส่วนโจรวิ่งหนีต่อไป มันวิ่งไปได้อีก ประมาณ 100 เมตร ตรงนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และมีใครคนหนึ่งโยนจักรยาน สกัด แต่โจรก็ถีบจักรยานล้ม แล้ววิ่งหนีต่อไป

แต่นักท่องเที่ยวหลายคน ก็ช่วยกันสกัดจับไว้ได้

พอตั้งหลักได้ ผมวิ่งตามไปดูโจร และถ่ายรูปโจรหน้าจ๋อยไว้ มันคงจำไม่ได้หรอกว่า ไอ้คนไทยตัวเล็กๆที่ยืนถ่ายรูปนี่แหละ ที่เพิ่งเตะมันมาหมาดๆ

แต่บอกตรงๆว่าในเวลานั้น ผมกลับรู้สึกสงสารโจร

เพราะเศรษฐกิจประเทศสเปน กำลังถดถอยอย่างหนัก ถ้าเรียกตามหลักเศรษฐศาสตร์ ก็คือเข้าสู่สภาวะ “ดีเปรสชั่น (Depression)” แล้ว เพราะมีคนตกงานมากกว่า 25%

เขาน่าจะเป็นหนึ่งในผู้ตกงาน เมื่อถูกจับ ผมอดคิดไม่ได้ว่าลูกๆของเขาจะอยู่กันอย่างไร แต่ในเมื่อเขาทำผิด ก็ต้องรับโทษ

หลังเหตุการณ์ พวกเรากลับไปขึ้นรถบัส อาจารย์ วิษณุ เครืองาม ซึ่งในเวลานั้นท่านเป็น อดีตรองนายกฯ และมีเวลาร่วมเดินทางไปกับคณะของเรา ท่านเล่าให้คณะของเราฟังบนรถบัสว่า ท่านนั่งอยู่ห่างจากจุดที่ผมเตะโจรไม่ไกลนัก และเห็นเหตุการณ์ชัดเจน

การที่ผมเตะหน้าขาส่วนบนนั้น ผมมาคิดได้ภายหลังว่าเป็นวิธีที่ผิดและไม่มีทางสกัดโจรได้เลย เพราะโจรตัวใหญ่ขนาดนั้น แรงสกัดของผมที่หน้าขา ทำอะไรไม่ได้

วิธีที่ง่ายกว่านั้น ถ้าผมเพียงแค่สอดปลายเท้า ไปที่ข้อเท้าของโจร ในขณะที่โจรกำลังวิ่ง แค่นี้ มันก็จะเสียหลักล้มลงแล้ว!

แต่ตอนนั้นไม่มีเวลาคิดครับ ไม่ได้คิดด้วยซ้ำไปว่า ถ้ามันหันกลับมาทำร้ายผม แล้วผมจะ สู้มันอย่างไร เพราะข้างๆผมก็ไม่มีใครเลย

ผมย้อนกลับมาคิดว่า ทำไมจึงตัดสินใจทำเช่นนั้น จำได้ว่าสมองของผมสั่งการเพียงอย่าง เดียวว่า นี่คือคนร้าย และผมรับไม่ได้ที่เห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ผมจะต้องไม่ ปล่อยให้คนร้ายลอยนวล

เรื่องนี้เกิดขึ้น 11 ปีแล้ว แต่ที่เพิ่งมาเล่าก็เพราะหลังเหตุการณ์ “บ้านกำนันนก” ซึ่งมีประเด็นว่าตำรวจตั้ง 20 นาย ทำไมจึงมีพฤติกรรม ที่แตกต่างกันไป บางคนช่วยตำรวจที่ถูกยิง บางคนช่วยคนร้าย บางคนหนีจากเหตุการณ์ฯลฯ

เวลามีเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ใครทำอะไร หรือไม่ทำอะไร เป็นประเด็นน่าสนใจ

ผมพยายามคิดว่า ทำไมจึงกล้าเตะโจร “เตะเพราะสัญชาติญาณ” (Instinct) ที่พร้อมจะต่อสู้หรือ ข้อนี้ไม่น่าจะใช่ เพราะผมไม่ใช่สายบู๊ หรือว่าเตะด้วย “ความสำนึก” (Consciousness) นี่ก็อาจจะใช่หรือไม่ใช่

แต่ที่เป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เตะเพราะ “แรงกระตุ้น” (Impulse) คือไม่ได้วางแผนไว้ ก่อน เห็นปุ๊บก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย คล้ายๆเวลาที่เราไปซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วเขาวางสินค้า แบบเย้ายวนใจ เราก็ซื้อโดยไม่ได้คิดจะซื้อมาก่อน….แต่ซื้อแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็เอามาหมกไว้ จนรกบ้าน)

ทำให้สงสัยว่า คนที่เขาโกงบ้าน โกงเมือง เขาทำด้วยแรงกระตุ้นแบบ Impulse หรือเปล่า คือโอกาสเปิด ก็เลยโกง ทั้งๆที่ตัวเองก็มีมากมายอยู่แล้ว

การกระทำใดๆ ด้วย Impulse นั้น มีทั้งถูกและผิด เช่นการที่ผมเตะฝรั่ง น่าจะถือว่าไม่ผิด เพราะเป็นคนร้ายที่กำลังวิ่งหนีต่อหน้าต่อตา แต่ถ้าตอนที่เขาถูกจับได้แล้ว ถ้ายังตามไปเตะเขา แบบนั้นคือ ผิดแน่นอน

ผมเลยขอฝากท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายไว้ด้วยว่า เวลามี Impulse แรงๆให้เห็นจนอยากทำ ก็ควรถามตัวเองด้วยว่า ถ้าทำไปแล้ว และได้มาแล้ว จะเอาไปทำอะไร

จะเอามาเก็บไว้ “รกบ้าน” อย่างนั้นหรือ 

จะเอามาแลกกับการ “ย้ายบ้าน” ไปอยู่ใน “ห้องแคบๆ” อย่างนั้นหรือ?