วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

จากรับจ้างเขียนวิทยานิพนธ์ สู่ธรรมาภิบาลระบบอุดมศึกษา บทเรียนต่างประเทศที่ 'ไทย' น่าเรียนรู้

“กรุงเทพธุรกิจ” และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในไทยที่เป็นกับดักประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นำเสนอประเด็นการรับจ้างเขียนวิทยานิพนธ์ที่นำมาสู่การสร้างธรรมาภิบาลระบบอุดมศึกษา

กลางเดือน ส.ค.2569 วงการอุดมศึกษาของอังกฤษเผชิญข่าวสะเทือนใจเมื่อ Jason Arday อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ วัย 41 ปี ถูกพบเสียชีวิต ไม่นานหลังลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเลียนผลงานและข้อสงสัยเกี่ยวกับประวัติความสำเร็จบางส่วนของเขา

แม้ Arday จะปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง plagiarism และมหาวิทยาลัยที่มอบปริญญาเอกให้เขาเคยสรุปว่าไม่พบการลอกเลียน แต่กรณีนี้ก็จุดคำถามสำคัญขึ้นอีกครั้งว่า เมื่อเกิดข้อสงสัยด้านความซื่อสัตย์ทางวิชาการ มหาวิทยาลัยควรตรวจสอบอย่างไรให้ทั้งจริงจัง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยไม่ปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบกลายเป็นการพิพากษาผ่านกระแสสังคม

ประเด็นนี้สำคัญเพราะความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยตั้งอยู่บน “ความไว้วางใจ” ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญโจทย์ในลักษณะเดียวกัน 

ช่วงปลายเดือน ก.ค.2569 ประเด็นการรับจ้างทำวิจัยและวิทยานิพนธ์กลับมาเป็นที่พูดถึงในวงการอุดมศึกษาไทยอีกครั้ง เมื่อบางมหาวิทยาลัยออกมาเตือนว่า การจ้างผู้อื่นทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยถือเป็นการทุจริตทางวิชาการอย่างร้ายแรง แม้มหาวิทยาลัยระบุว่ายังไม่พบกรณีในสถาบันของตนเอง แต่ยอมรับว่าปัญหานี้เกิดขึ้นในระบบอุดมศึกษามาเป็นเวลานาน และส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับผู้เรียนที่ต้องการ “วุฒิ” มากกว่ากระบวนการสร้างความรู้

คำถามใหญ่ "ธรรมาภิบาลระบบอุดมศึกษา"

นี่ถือเป็นคำถามใหญ่เรื่อง ธรรมาภิบาลของระบบอุดมศึกษาไทย เพราะหากงานวิจัยสามารถจ้างคนอื่นทำได้ หากชื่อในบทความวิชาการสามารถซื้อขายกันได้ หรือหากมีช่องทางทำให้คนได้รับใบปริญญาโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง สิ่งที่กำลังถูกลดคุณค่าไม่ใช่เพียงวุฒิการศึกษาหนึ่งใบเท่านั้น แต่คือความน่าเชื่อถือของระบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปี 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเคยแจ้งความดำเนินคดีกับเพจเฟซบุ๊กที่รับจ้างทำงานวิจัยและวิทยานิพนธ์อย่างน้อย 5 เพจ

ขณะเดียวกันการตรวจสอบอีกกรณีหนึ่งพบอาจารย์และนักวิจัยที่มีข้อสงสัยเรื่องการซื้อผลงานตีพิมพ์ 33 คน จาก 8 มหาวิทยาลัย ส่วนในปี 2567 ยังเกิดกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการเสนอขายวุฒิการศึกษาในราคา 200,000 บาท จนกระทรวงต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แม้มหาวิทยาลัยที่ถูกพาดพิงจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายวุฒิดังกล่าวก็ตาม

น่าสนใจว่าในต่างประเทศก็เผชิญปัญหาเดียวกัน งานศึกษาด้านคอร์รัปชันในมหาวิทยาลัยพบว่า ในบางประเทศมีการจ่ายสินบนเพื่อแลกกับการงเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในราคาตั้งแต่ 200 ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของหลักสูตร

ขณะที่ตลาดรับจ้างเขียนงาน เติบโตจนมีเว็บไซต์ภาษาอังกฤษลักษณะ essay mill อย่างน้อย 1,000 เว็บไซต์ และเฉพาะในสหราชอาณาจักรมีการประเมินว่าในปี 2016 นักศึกษามากกว่า 20,000 คน ซื้อผลงานเขียนจากบริการเหล่านี้

ปัญหายังขยายจากนักศึกษาไปสู่นักวิชาการ เพราะมีรายงานการเสนอขายชื่อผู้เขียนบทความเริ่มต้นเพียงประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ และบางเครือข่ายเสนอขายตำแหน่งผู้เขียนหลักในราคา 2,000 ยูโร 

ความท้าทาย พ.ร.บ.การอุดมศึกษา

สำหรับประเทศไทยมีกฎหมายจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว คือ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 มาตรา 70 ห้ามทั้งการจ้างผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อนำไปใช้ในการศึกษา การขอตำแหน่งหรือความก้าวหน้า และห้ามการรับจ้างทำผลงานดังกล่าว

ปัญหาวันนี้ที่ใหญ่กว่าเดิม คือตลาดการรับจ้างทำอะไรเหล่านี้เติมโตในโลกออนไลน์มากขึ้น และไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ การแสวงหาแนวทางการตรวจจับเรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญคำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ประเทศไทยมีกฎหมายหรือยัง” แต่อยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้กฎหมายตรวจจับตลาดที่เปลี่ยนไปอยู่บนโลกออนไลน์ได้จริง

ทางออกประการแรกคือ เราอาจต้องเลิกตรวจวิทยานิพนธ์จาก “เล่มสมบูรณ์” เพียงอย่างเดียว แล้วตรวจ กระบวนการสร้างงาน ตั้งแต่การพัฒนาคำถามวิจัย การเสนอเค้าโครง การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ไปจนถึงการแก้ไขงาน มหาวิทยาลัยควรมีระบบบันทึกพัฒนาการของวิทยานิพนธ์เป็นระยะ และให้การสอบป้องกันเน้นการตั้งคำถามถึงวิธีคิด ข้อมูล และการตัดสินใจของผู้วิจัย 

หากเจ้าของวิทยานิพนธ์อธิบายที่มาของข้อมูลหรือเหตุผลในการวิเคราะห์ของตัวเองไม่ได้ นั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบมากกว่าคะแนนจากโปรแกรมตรวจการคัดลอกเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอระบบตรวจสอบวุฒิการศึกษากลาง

ประการต่อมา ไทยควรมี ระบบตรวจสอบวุฒิการศึกษากลางระดับประเทศ ที่เชื่อมมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานรัฐ นายจ้าง และสภาวิชาชีพ ผู้ถือวุฒิสามารถอนุญาตให้ตรวจสอบได้ทันทีว่าเรียนที่ไหน หลักสูตรใด จบเมื่อใด และวุฒินั้นออกโดยสถาบันจริงหรือไม่ วิธีนี้จะลดพื้นที่ของใบปริญญาปลอมและการแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัย โดยไม่จำเป็นต้องเปิดข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดต่อสาธารณะ

ส่วนตลาดรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ต้องจัดการที่ “ผู้ขาย” ควบคู่กับ “ผู้ซื้อ” กระทรวง อว. ควรมีระบบติดตามโฆษณาออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ประสานแพลตฟอร์มเพื่อเก็บหลักฐาน ปิดบัญชี และดำเนินคดีเมื่อพบการรับจ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย มากกว่ารอให้เรื่องเป็นข่าวแล้วจึงตรวจสอบเป็นครั้ง ๆ 

หากพบความผิดปกติซ้ำในหลักสูตรหรือสถาบันใด ก็ควรยกระดับจากการสอบนักศึกษารายบุคคลไปสู่การตรวจสอบ ธรรมาภิบาลของหลักสูตร ตั้งแต่อาจารย์ที่ปรึกษา กระบวนการสอบ ไปจนถึงการรับรองการสำเร็จการศึกษา

ท้ายที่สุด ปัญหาการจ้างทำวิทยานิพนธ์และการซื้อขายปริญญาจะไม่หมดไป หากสังคมยังให้คุณค่ากับ “ใบปริญญา” มากกว่าความรู้ที่อยู่เบื้องหลังใบปริญญานั้น งานศึกษาด้านคอร์รัปชันในมหาวิทยาลัยเตือนว่า เมื่อผู้เรียนพบว่าความสำเร็จสามารถซื้อได้ ระบบการศึกษาก็กำลังสอนบทเรียนที่อันตรายที่สุด นั่นคือความพยายามและความสามารถไม่สำคัญเท่าการหาทางลัด

การปกป้องคุณค่าของปริญญาไทยจึงต้องทำมากกว่าจับคนขายหรือคนซื้อ เราต้องทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ เข้าเรียน ทำวิจัย สอบ จนถึงรับปริญญา สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะในวันที่วิทยานิพนธ์กลายเป็นสินค้า สิ่งที่ประเทศกำลังเสี่ยงสูญเสียจริง ๆ ก็คือความหมายของคำว่า “การศึกษา” นั่นเอง