วันนี้ (25 พ.ค.) เป็นวันแรกที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนกดรับสิทธิ์ยืนยันเข้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยการใช้จ่ายใน ร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการประชาชนจะจ่าย 40% และรัฐบาลจะสนับสนุนเงินให้ 60% เป็นเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ 1,000 บาทเป็นระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.)
ส่วนประชาชนที่อยู่ในกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคนจะได้เงินสนับสนุนคนละ 700 บาท รวมกับวงเงิินเดิม 300 บาท ทำให้ได้เงินเดือนละ 1,000 บาทเป็นระยะเวลา 4 เดือนเช่นกัน
โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นโครงการแรกของรัฐบาลที่ใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
โครงการไทยช่วยไทยพลัสมี เป้าหมายที่จะให้ประชาชนเข้าโครงการ 30 ล้านคน เมื่อรวมกับการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.18 ล้านคน ทำให้โครงการในครั้งนี้เป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนครอบคลุม 43 ล้านคนเศษ ใช้วงเงินกว่า 1.76 แสนล้านบาท
แม้จะเป็นโครงการที่ใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฯ 4 แสนล้านบาท โดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯครั้งนี้เป็นผลพวงต่อเนื่องจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติถูกทำลาย เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ผลที่ตามมาคือเงินเฟ้อ ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นแทบทุกรายการ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่หน่วยงานเศรษฐกิจทั้งกระทรวงการคลัง และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้อธิบายว่า “โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โครงการนี้มีลักษณะเยียวยา ช่วยค่าครองชีพ โดยไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่คาดหวังว่าจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น หรือทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว
วิกฤตในครั้งนี้ไม่ได้มาจากสถานการณ์ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง หรือชะงักงัน เหมือนกับช่วงวิกฤตสถาบันการเงิน หรือวิกฤตที่เกิดจากโควิด-19 เมื่อครั้งที่ผ่านมา
แต่เป็นรูปแบบวิกฤตที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังอธิบายว่าเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจะมาจากวิกฤตปากท้อง ที่จะกระทบประชาชนเป็นระลอกระลอก โดยขณะนี้วิกฤตเรื่องของแพง และเงินเฟ้อกำลังมา ทำให้กระทบปากท้อง และค่าครองชีพของประชาชน
มาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ให้สิทธิ์ประชาชนในการเข้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จำนวน 30 ล้านคน และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ภาครัฐจึงเรียกว่าเป็นมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด
หากไม่มีการออกมาตรการเยียวยาค่าครองชีพออกมาแก้ไขในขณะนี้ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อไปเป็นวิกฤตการเลิกกิจการ การจ้างงาน และวิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด
มาตรการเศรษฐกิจที่ออกมารอบนี้จึงเป็นมาตรการในการประคอง ช่วยเหลือค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชนฝ่าวิกฤตที่ยืดเยื้อและยังไม่มีบทสรุปและจุดสิ้นสุดนี้ไปให้ได้

