ถึงแม้ว่าจะได้มีข่าวดีของการที่นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบข้อเสนอของสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทยที่จะออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฏ.) ยกเว้นภาษี Capital Gain Tax สำหรับการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในไตรมาสแรกของปีนี้
แต่ในแวดวงต่างๆ ของประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนิยามของสตาร์ทอัพ vs SME ที่จำเป็นต้องทำให้มีความชัดเจนหากจะนำไปสู่การบริหารนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการประกาศนิยามของ “สตาร์ทอัพ” อย่างเป็นทางการแต่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ได้มีร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น พ.ศ. ...ที่ยังไม่เคยถูกประกาศออกมาเป็นกฎหมาย
ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้นิยาม “สตาร์ทอัพ” หรือ วิสาหกิจเริ่มต้นไว้ว่า “กิจการที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด” ซึ่งสอดคล้องกับนิยามของสตาร์ทอัพตามแนวทางสากลที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วเป็นร้อยเท่าหรือพันเท่าหรือหมื่นเท่าในช่วงเวลาไม่กี่ปี
ทั้งนี้ ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถมีมูลค่าที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท จนกระทั่งมีมูลค่าที่สูงกว่า 33,000 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือที่เรียกกันว่ายูนิคอร์นซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันมีอย่างน้อย 3 รายแล้ว
ธุรกิจสตาร์ทอัพจำเป็นต้องระดมทุนตั้งแต่ระยะแรกของธุรกิจโดยเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวก่อนจนกระทั่งไปถึง Angel Investor และกระทั่ง Venture Capitalist (VC) ด้วยการแลกเปลี่ยนกับการถือหุ้นในบริษัท
และธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถขาดทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อแลกกับการที่ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วเป็นร้อยเท่าหรือพันเท่าหรือหมื่นเท่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีเพราะความมั่งคั่งของผู้ก่อตั้งหรือFounderมาจากมูลค่าของธุรกิจที่เติบโตขึ้นไปและราคาของหุ้นที่ขายได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
แต่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME คือธุรกิจที่มีมูลค่าไม่เกิน 200 ล้านบาท ดังนั้น ธุรกิจสตาร์ทอัพเมื่อผ่านการระดมทุนในระยะแรกแล้วก็จะหลุดจากนิยามของ SME ในทันที
ไม่เพียงเท่านั้น SME ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นกิจการที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจเช่นหากจะเปิดร้านกาแฟก็เป็น SME ได้แล้ว แต่หากจะเปิดร้านกาแฟก็จะไม่ใช่ธุรกิจสตาร์ทอัพ เว้นแต่ว่าร้านกาแฟนี้เป็นร้านกาแฟในรูปแบบพิเศษที่ใช้เทคโนโลยี หรือ นวัตกรรม เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจและมีเป้าหมายที่จะเติบโตเป็นร้อยเท่าหรือพันเท่าหรือหมื่นเท่าในช่วงเวลาไม่กี่ปี อาทิเช่น มีเป้าหมายที่จะครอบคลุมทุกตำบลหรืออำเภอในประเทศไทยในเวลาไม่กี่ปีและหรือจะครอบคลุมทุกตำบลหรืออำเภอในประเทศเพื่อนบ้านในเวลาไม่ถึงทศวรรษเป็นต้น
ในประเทศไทยมีจำนวนของสตาร์ทอัพอยู่ในหลักร้อยหรือหลักพันต้นๆ เท่านั้น ในขณะที่มีจำนวนของ SME อยู่มากกว่า 2 ล้านราย
สิ่งที่หลายแวดวงอาจคาดไม่ถึงก็คือ ถึงแม้ในวันแรกของสตาร์ทอัพกับ SME อาจมีขนาดที่ใกล้เคียงกันแต่ความเหมือนก็ได้สิ้นสุดลงทันทีเพราะความแตกต่างระหว่างสตาร์ทอัพ vs SME แม้ในวันแรกมีตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจโมเดลธุรกิจที่พร้อมจะเติบโตเป็นร้อยเท่าหรือพันเท่าหรือหมื่นเท่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีรวมถึงความตั้งใจที่จะระดมทุนผ่าน VC ทั้งในและระหว่างประเทศเพื่อเข้าสู่ระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในระดับสากล
แต่ในปัจจุบันยังมีความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนในแวดวงต่างๆ ของประเทศที่ 1.เรียกเหมารวมธุรกิจ SME ที่กำลังเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดว่าเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ ทั้งที่ไม่ได้เป็นกิจการที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจเลยหรือ 2.เรียกเหมารวมว่าธุรกิจสตาร์ทอัพต้องเป็นSME ทั้งที่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ผ่านการระดมทุนก็จะมีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาทตามนิยามของ SME ไปตั้งนานแล้ว
ความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นหากจะนำไปสู่การบริหารนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพของทุกแวดวง






