ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน ทั่วโลกในเดือน มกราคาคมที่ผ่านมา ถือว่ามากันครบ ทุกรสชาติของชีวิตก็ว่าได้ ก่อนอื่นอาจจะต้องขอเกริ่นนำ สักเล็กน้อยว่า บทความที่ผมเขียนจะเป็นมุมมองของผม
ดังนั้นถ้าผมเห็นประเด็นอะไรก็ตามที่น่าจะส่งผลต่อภาวะการลงทุน ผมก็จะหยิบมาพูดคุยกัน ทั้งนี้อาจจะข้ามในรายละเอียด ซึ่ง ณ จุดนั้น ก็ขอให้เข้าใจว่าเรามาทำความเข้าใจในส่วนของผลกระทบต่อภาพการลงทุน เท่านั้นนะครับ เอาละเริ่มกันมายาวแล้วก็มาเข้าเรื่องกันเลย
จากที่ผมได้บอกกล่าวไว้ว่าเดือนม.ค. มาพร้อมกันทุกรสชาติ ก็ขอเริ่มจากของเดิม คือ COVID-19 สายพันธุ์ OMICRON เจ้านี้เริ่ม เทคโอเวอร์ สายพันธ์ DELTA แล้ว และมีแนวโน้มจะกลายพันธุ์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายออกมาพูดว่า เชื้อดังกล่าวมีแนวโน้มจะกลายเป็น โรคประจำถิ่นเหมือนไข้หวัด แต่ WHO ก็ยังคงยืนยันว่ายังไม่น่าไว้วางใจ แต่จากเรื่องดังกล่าวทำให้เห็นการปรับตัวบางอย่างในหลายประเทศทั่วโลก คือ มีโอกาสน้อยลงที่จะล็อคดาวน์
เริ่มมีการอนุญาตให้เดินทางข้ามประเทศได้โดยมีเงื่อนไขที่ลดลง เช่น กักตัวจาก 14 เหลือ 7 วัน มีการยกเลิกวัคซีนพาสปอร์ตแค่แสดงหลักฐานการรับวัคซีน ก็พอ ยกตัวอย่างในบ้านเราเองก็ มีการพิจารณานำ Test and Go กลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ภาพรวมเศรษฐกิจ และการลงทุนก็น่าจะสดใสขึ้นแต่จะเป็นแบบ ค่อยเป็นค่อยไป เรื่องถัดมา อันนี้ใครว่าไกลก็ไกล ใครว่าใกล้ก็ใกล้นะครับ เรื่องการเผชิญหน้าระหว่าง รัสเซีย กับ นาโต้ และ สหรัฐอเมริกา ในประเด็นของ ยูเครน การประชิดพรหมแดน ยูเครน ของกองทัพรัสเซีย
ภาวะดังกล่าวคงไม่ต้องอธิบายกันเยอะใครผิดใครถูกมีปัญหาจากอะไร สหรัฐฯ กับนาโต้ มีแผนตอบโต้อย่างไร คงไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพูดกันในนี้ เข้าเรื่องเราต่อนะครับ สภาวะแบบนี้จะมีผลทำให้การค้าการขายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องชะลอตัวลง ในขณะที่สภาวะการตึงเครียดจะทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ถ้ามีการปะทะกัน ผู้รู้หลายคนบอกว่าเจ็บแต่จบ หรือหากยืดเยื้อก็คงจำกัดขอบเขตและชินกันไปเอง ในมุมมองของผม กลับคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปทั้งสองทาง เนื่องจากแนวคิดทางการเมืองละการปกครองเปลี่ยนไปเยอะ
ดังนั้น การโจมตีทางเศรษฐกิจ และความเชื่อผ่านทาง Social Network จะมีบทบาทมากขึ้น มันจะไม่ใช่ Cyber Attack แต่จะเป็นรูปแบบ ของ Social หรือ Viral Attack ซึ่งจะส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนในช่วงนี้มากกว่าในอดีต ซึ่งอาจจะมีอิทธิพลต่อกลไก Algorithm ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนได้ ดังนั้นสำหรับประเด็นข่าวเรื่องนี้และมีกระแสข่าวเศรษฐกิจที่อ้างอิงถึงประเด็นข่าวดังกล่าว นักลงทุนต้องระมัดระวังในการรับชมข่าวสาร อย่าด่วนตัดสินใจโดยเฉพาะข่าวที่มาในช่วงเวลาทำการ และต้องเลือกรับชมจากแหล่งข่าว หรือสื่อที่เชื่อถือได้
สุดท้ายอันนี้เป็นประเด็นหนักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะการลงทุนในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คือ ความกังวลด้านเศรษฐกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขอเริ่มที่ต่างประเทศ ก่อน มาจากฝั่งสหรัฐอเมริกาที่จะเริ่มทำ Quantitative Tightening หรือ QT คือการลดสภาพคล่องที่อัดฉีดเข้าไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น องค์ประกอบรวมสอดคล้องกันหมดเข็มทิศการลงทุนเลยพุ่งตรงไปที่การคาดการว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วโดยเริ่มในปีนี้และคาดว่าจะเริ่มครั้งแรกหลังการประชุม FED ในเดือนมี.ค. กระแสการคาดการดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างรุนแรงมาก
หุ้น Growth และ Technology stock ปรับตัวลงไปเกือบเท่ากับก่อน COVIDจะมาเยือนอีก Bond Yield สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น แบบนี้ก็เกิดอาการหุ้นตกกันทั่วโลก แต่ไทยและประเทศเล็กๆแถบเอเชียได้รับผลกระทบน้อยเพราะเรามีแต่หุ้นพลังงาน การเงิน และสื่อสาร ที่มีขนาดใหญ่เกินครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้น ทำให้เราได้รับผลกระทบน้อยกว่า ผมคิดว่าเมื่อ FED เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ย และอัตราการขยายตัวของกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ยังออกมาดีอยู่ ภาวะตกใจดังกล่าวก็จะลดลงและมาเน้นกันที่หลักทรัพย์รายตัว ภาวะผันผวนในสหรัฐฯน่าจะสงบลงได้ก็คงต้องรอ หลังประชุม FED เดือน มี.ค.ละครับ
สำหรับประเทศไทยนั้น อันนี้เปิดตัวกันที่หมูแพง ของขึ้นราคายกแผง ราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล 95 น่าจะประมาณหรือเกิน 3 ลิตร 100 บาท ไปแล้วสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องพูดตามสำนวนไทยเดิมที่ว่า ข้าวยากหมากแพง นั่นแหละครับ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโดยรวมของปี 2565 นี้ ก็จะขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากฐานที่ต่ำของปีที่แล้ว ประกอบกับ Test and go น่าจะทำให้ประเทศไทยได้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ในด้านอัตราเงินเฟ้อของบ้านเราที่ปรับขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในกรอบของการประมาณการณ์โดย ธนาคารแห่งประเทศไทยทำให้ความกังวลที่ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยคงจะเป็นไปได้ยาก และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อมาชลออัตราเงินเฟ้อที่มาจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ควรที่จะทำ เพราะการใส่อัตราดอกเบี้ยเข้าไปเท่ากับการเติมฟืนเข้าสู่กองไฟ นั่นแหละครับ
จากภาวะแบบนี้ก็ต้องบอกว่า ภาพในเดือนม.ค. จะยังคงอยู่ต่อในเดือนก.พ.นี้ แต่กระแสเงินน่าจะไหลเอียงมาทางเอเชียมากขึ้น จีน ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม น่าสนใจแต่อาจจะต้องเลือกกลุ่มหลักทรัพย์ ผมแนะนำให้เลือกลงทุนในกลุ่ม การเงิน การแพทย์ สื่อสาร และพลังงาน สามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ สำหรับฉบับนี้โดยสรุปคือภาพยังเป็นผลจากเดือนก่อน แต่โอกาสของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็ยังพอมีจังหวะให้เข้าได้อยู่ครับ
เนื้อหาฉบับนี้มีหลายเรื่องราวอาจจะดูแน่นๆ แต่ใครอ่านผมเชื่อว่าเอาไปขยายกันยาวๆได้สบายๆครับ เพราะเป็นประเด็นต่อเนื่องให้ติดตาม






