ความหวังและความเป็นหนึ่งเดียวกัน

ความหวังและความเป็นหนึ่งเดียวกัน

แม้การระบาดของโควิดจะยังไม่หายไป แต่เราก็ต้องหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้

หลังมาตรการผ่อนคลายมีผลบังคับใช้ เราก็เริ่มเห็นบรรยากาศความตื่นตัวทางเศรษฐกิจหวนกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ กลับมามีผู้คนจับจ่ายใช้สอย 

ทำให้ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าขนาดเล็ก ฯลฯ เต็มไปด้วยผู้คนจนเกือบเหมือนภาวะปกติก่อนที่โควิด-19 จะระบาดเมื่อสองปีก่อน

จำนวนลูกค้าที่หนาตามากกว่าช่วงที่ผ่านมาหลายเท่า น่าจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตให้เป็นปกติมากขึ้น แม้จะต้องทำงานที่บ้านหรือประชุมออนไลน์เป็นหลัก แต่ก็อยากจะออกมาพบปะผู้คนบ้างและหลายคนที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว ก็เริ่มมั่นใจที่จะใช้ชีวิตนอกบ้านเพิ่มขึ้นจึงทำให้ห้างร้านต่างๆ คึกคักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับงานอีเวนท์ขนาดใหญ่ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคอมมาร์ต ไทยเที่ยวไทย เพ็ทเอ็กซ์โป ก็ล้วนมีผู้เข้าชมงานอย่างคับคั่ง 

แม้ต้องใช้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัดแต่ผู้เข้าชมงานก็พร้อมปฏิบัติตามทั้งการสวมหน้ากากตลอดเวลา การตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน และการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมงานในแต่ละฮอลล์

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เราเห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนไทยในการรับผิดชอบต่อส่วนรวม ด้วยการป้องกันตัวเองจากโรคระบาดอย่างเต็มที่ ซึ่งสวนทางกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกาที่ประชาชนพากันประท้วงเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพราะไม่ต้องการใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไป รวมถึงการต่อต้านการฉีดวัคซีนเพราะห่วงเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมากกว่า

นับเป็นโชคดีที่บ้านเราไม่มีปัญหาเหล่านี้ และรัฐบาลก็เร่งเดินหน้าฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้า ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดแล้ว นั่นคือประชากรไทยต้องได้รับวัคซีนให้มากที่สุดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในประเทศ และประชาชนเองก็คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวจึงป้องกันตัวเองด้วย การปฏิบัติตามระเบียบในการป้องกันการระบาดอย่างเต็มที่

เพราะทุกคนรู้ดีว่าเศรษฐกิจจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระตุ้นให้ห้างร้านต่างๆ ที่ซบเซาจนต้องปิดตัวลงไปมากมายนั้น กลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 จะยังไม่หายไปแถมยังมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ต้องหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้

งานคอมมาร์ตครั้งล่าสุดนั้นสร้างเม็ดเงินสะพัดได้ถึงกว่า 3 พันล้านบาท โดยสินค้าที่ขายดี 3 อันดับแรกคือคอมพิวเตอร์ประกอบเอง 41% กับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค 34% ตามมาด้วยสมาร์ทโฟนอีก 17% ซึ่งประเมินว่าส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่กำลังกลับมาฟื้นตัวในครั้งนี้ และการใช้เพื่อการศึกษาซึ่งเรายังคงจำเป็นต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ไปอีกระยะหนึ่ง

การปรับตัวของคนไทยทำให้เห็นว่า เราสามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์และเมื่อมีวิกฤติการณ์ใดๆ เกิดขึ้น เราก็พร้อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นไปให้ได้ เช่นเดียวกับโควิด-19 ในครั้งนี้