เหตุการณ์สำคัญในสัปดาห์นี้ที่ตลาดการเงินและนักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก คงหนีไม่พ้นเรื่องการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญที่จะส่งสัญญาณภาวะทางการเงินที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะประกาศมาตรการลดสภาพคล่อง (Quantitative Easing) ในการประชุมครั้งนี้ เพื่อควบคุมปริมาณสินทรัพย์ของธนาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมของสหรัฐฯ ที่ถือว่ามีการฟื้นตัวที่ดีในช่วงปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินและนักลงทุนกำลังให้ความสนใจ ประเด็นใหม่ที่เกี่ยวของกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังการลดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ นั่นคือ การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบัน คงอยู่ที่ระดับ 0.00-0.25 %นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2564 โดยในอดีต ตลาดการเงินทั่วโลกต่างก็มีความคาดหวัง ในประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายหลังการปรับลดสภาพคล่องปี 2557 อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ปี 2558
ล่าสุด มีปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 4 ที่สนับสนุนความเชื่อมั่นในตลาดการเงินว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ในปี 2565 เพิ่มมากขึ้น คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปในปี 2565 โดยการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ถือเป็นแรงกดดันในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้นทุนการผลิตจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อการบริโภคของประชาชนในอนาคต
ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานอื่น ๆ เช่น ถ่านหินและแก๊สธรรมชาติ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลก ราคาน้ำมันสหรัฐฯ (Crude Oil) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 7 ปี จาก 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนตุลาคม มาอยู่ที่ 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม นับเป็นการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 14% ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ ซึ่งเป็นราคาน้ำมันหลักที่ประเทศไทยใช้อ้างอิง ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกันที่ 13% ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
การเพิ่มขึ้นของอัตราน้ำมันในครั้งนี้ มีสาเหตุหลักจากปริมาณน้ำมันทั่วโลกที่่ผลิตออกมามีปริมาณน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การประเมินขององค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) พบว่าแนวโน้มปริมาณน้ำมันทั่วโลกจะยังคงขาดแคลนต่อไปในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2565 เนื่องจากกำลังการผลิตจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูงเช่นนี้ต่อไป ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ราคาน้ำมันในปีหน้า จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป
แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังไม่มีความชัดเจน เกี่ยวกับผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ตลาดการเงินมีการปรับการคาดการณ์ ด้านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2565 อย่างชัดเจนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ในพันธบัตรระยะสั้น สอดคล้องกับการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น
โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.23% มาอยู่ที่ระดับ 0.5% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเดือนมีนาคม ปี 2563
สำหรับประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปีนี้ โดยรวมอาจได้รับผลกระทบอย่างจำกัด เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว มีการปรับตัวลดลงของราคาอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ จากราคาในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับมาตรการจากทางภาครัฐที่ให้ความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพผ่านการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ส่งผลให้ดัชนีราคาสินค้า ปรับตัวลดลงในหมวดสาธารณูปโภค แต่การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานโลกก็ส่งผลถึงต้นทุนการขนส่งและการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยดัชนีราคาด้านการเดินทางปรับตัวพุ่งสูงที่สุดในรอบ 12 ปี โดยเติบโต 6.9% จากปี 2563
ดังนั้น แนวโน้มราคาน้ำมันที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรปรับตัวสูงขึ้นจากค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกันต่อไปในปี 2565 และส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคภายในประเทศ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทิศทางราคาน้ำมันโลก จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควรต้องจับต่อมองในปี 2565 ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และต่ออัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินโลกอย่างไร






