รอบนี้คงต้องบอกว่า ความผันผวนส่วนใหญ่ จะเป็นในเรื่องของการคาดการณ์ในหลายๆเรื่องทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งหลายๆคนอาจจะสับสนกับข่าวสารและข้อมูลที่ได้รับ
แต่ผมคงต้องบอกว่าช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการคาดการณ์เท่านั้น ข้อเท็จจริง จริงๆยังไม่ประจักษ์ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นมามาก หรือคนส่วนใหญ่ได้กำไร ซึ่งตลาดตราสารหนี้ก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้นปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ลมเปลี่ยนทิศ ย่อมมีผลรุนแรงต่อบรรยากาศการลงทุน ตอนนี้ ซึ่งผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง
ขอเริ่มจากบรรยากาศการลงทุนเดือนก.ย. ซึ่งแสดงอาการน่ากังวล โดยเริ่มจากรายงานดัชนีภาคการผลิตทั่วโลก ที่ยังคงอ่อนแอต่อเนื่องมาหลายเดือน โดยเฉพาะยอดคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลกดดันมายังภาคการส่งออกของไทยในช่วงถัดไป ถัดมาในช่วงสัปดาห์ที่สอง นักลงทุนเริ่มกังวลกับการปรับเกณฑ์การคำนวณและคัดเลือกสมาชิกของดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ คือ SET50 และSET100 รอบใหม่ ซึ่งอาจมีการพิจารณาใช้ปัจจัยคุณภาพเข้าร่วมด้วย และจะทำให้มีโอกาสสูงที่หุ้น ขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องไม่มาก แต่มีการซื้อขายสูงผิดปกติ อาจจะถูกถอดออกมาจากดัชนี ส่งผลให้ดัชนี หุ้น SET50 และ SET100 ได้รับผลกระทบในเชิงลบ
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่มีน้ำหนักมากสุดในเดือนนี้คงหนีไม่พ้นความกังวลต่อวิกฤติสภาพคล่องของบริษัท Evergrande ในจีน ที่นำมาสู่แรงขายในตลาดทุนเอเชียชั่วขณะ ส่งผลให้สกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ในเดือนนี้ปรับตัวอ่อนค่าด้วยเช่นกัน ปิดท้ายด้วยการประชุม FOMC ในช่วงปลายเดือนที่เริ่มมีสัญญาณ Hawkish ออกมามากขึ้นผ่านตัว Dot plots รอบใหม่ที่มีทั้งค่า Median และค่า Mode ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายเดือนด้วยเช่นกัน
สำหรับภาพเดือนต.ค.นี้ คาดว่าปัจจัยสำคัญคงจะอยู่ที่พัฒนาการของ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกา เป็นสำคัญ เนื่องด้วย ณ ขณะนี้นักลงทุนในตลาดบางส่วนยังไม่เชื่อ Dot plots ของ Fed ที่ออกมาก่อนหน้านี้มากนัก ดังนั้น หากมีตัวเลขเศรษฐกิจใดก็ตามที่ทำให้ความเชื่อเหล่านี้มีน้ำหนักมากขึ้น คาดว่าจะทำให้ระดับ Fed Funds futures ในตลาดยกตัวสูงขึ้นได้ จนส่งผลทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนปัจจัยภายในคงต้องติดตามพัฒนาการเชิงบวกเกี่ยวกับการคลาย Lockdown ในประเทศที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักมากขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่นับรวมกับการที่ภาครัฐ อาจจะพิจารณาออกประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในปีงบประมาณใหม่ หลังจากที่ได้มีการปรับเพิ่มระดับเพดานหนี้สาธารณะมาอยู่ที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ประเมินว่าจะส่งผลบวกต่ออุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ
คำแนะนำสำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงเวลานี้ ยังคงแนะนำให้ถือ ครองหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าร้อยละ 50 โดยกระจาย อยู่ในหุ้นไทย ญี่ปุน สหรัฐอเมริกา ในสัดส่วน เท่าๆกัน บนสมมุติฐานที่ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี ที่ระดับ ร้อยละ 1.5 ต่อปี กองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือรีท ประมาณ ร้อยละ 15 ส่วนที่เหลือ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น และตลาดเงิน เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะสั้นจะมีความผันผวนและอาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้ เนื่องด้วย Fed Funds futures ในตลาดยังคงล้าหลัง Dot plots ของ Fed อยู่พอสมควร รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่ทางสภา Congress ของสหรัฐฯจะมีการลงมติอนุมัติร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมอีกราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบได้ อาจเห็นผลตอบแทนพันธบัตรรุ่นยาวปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรับกับความกังวลที่ต่อเนื่อง รับความกังวลที่ อุปทานของพันธบัตรจะออกมาเพิ่มเติมอีก สำหรับการลงทุนในตราสารโภคภัณฑ์นั้น เราแนะนำให้ หลีกเลี่ยง เนื่องจากราคาสินค้าหลายรายการที่ขึ้นมาแรง ประกอบกับความเสี่ยงที่เงิน USD อาจปรับตัวสูงขึ้นได้อีก
ในรอบนี้ผมขอเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่อยากลงทุนเฉพาะในหุ้นไทย เนื่องจากเดือนนี้ดูแล้วน่าจะมีความผันผวนสูงและน่าจะมีโอกาสที่ตลาดจะย่อลงมาได้หลายๆ ครั้ง ดังนั้นผมแนะนำให้เลือกลงทุนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า สำหรับกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาในตลาดโลก ผมให้ความสนใจเฉพาะกลุ่มโรงกลั่น ครับ






