วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไปต่อหรือพอแค่นี้ดีกับหุ้นสหรัฐฯ .. สมควรลดน้ำหนักการลงทุนกันแล้วหรือยัง

เชื่อว่านักลงทุนหลายท่านที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ น่าจะมีความสุขกับการลงทุนหลังจากตลาดสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนดีอย่างต่อเนื่องมาตลอด ก่อนที่ความผันผวนจะเริ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงสองสัปดาห์ล่าสุดที่ดูเหมือนว่าข่าวร้ายจะเริ่มมีมาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ที่อาจจะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินโลก ปัญหาเงินเฟ้อที่ดูจะยืดเยื้อกว่าที่คาด จังหวะของการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายอาจจะปรับตัวขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ส่งผลให้ดัชนี S&P500 และ NASDAQ Composite ปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 4 และ 5 ในช่วงเดือนกันยายน ทำให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีลดลงเหลือร้อยละ 16 และ 13 ตามลำดับ ทำให้เกิดความลังเลและทำให้เราอาจต้องกลับมาทบทวนมุมมองด้านประเด็นพื้นฐานสำคัญฯ ไม่ว่าจะเป็นด้านผลประกอบการ ปัจจัยพื้นฐาน และระดับมูลค่าการซื้อขาย เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจกับการลงทุนของเราได้ หรืออย่างน้อยก็อาจจะคลายความกังวลลง และมองเห็นภาพใหญ่ที่เราคิดไว้มากขึ้นครับ

ประเด็นแรก เรื่องของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ที่เริ่มมีการพูดถึงว่าอาจจะผ่านช่วงที่ดีที่สุดไปแล้ว หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐฯ และโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2564 ถึงว่าเป็นไตรมาสที่ดีมากและเติบโตได้สูงสุดในรอบกว่าทศวรรษแม้ส่วนหนึ่งจะมาจากฐานในปีที่แล้วที่ต่ำจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยกว่าร้อยละ 80 ของบริษัทจดทะเบียนใน S&P500 รายงานรายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะถูกกดดันจากเงินเฟ้อและต้นทุนของวัตุดิบที่สูงขึ้นหลังจากเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปรกติ แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นก็สะท้อนว่าบริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ โดยหากมองไปข้างหน้าผลประกอบการอาจจะชะลอตัวลงบ้าง แต่แนวโน้มก็ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว และไม่ได้ทำให้เปลี่ยนมุมมองของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาวแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่สอง เรื่องของปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาหลายฝ่ายเชื่อว่า การเพิ่มขึ้นของหุ้น Meme Stock เช่น หุ้นโรงหนังอย่าง AMC หรือ ร้านขายวิดีโอเกมอย่าง Gamestop คือสัญญาณว่าเป็นช่วงท้ายของตลาดขาขึ้น (Bull Market) ที่นักลงทุนจะหันมาเก็งกำไรในหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ แต่เป็นหุ้นมี Story ประเด็นนี้หากเราพิจารณาปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายการเงินที่น่าจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะปรกติ ไม่ใช่การปรับตัวอย่างรุนแรงที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน งบดุลของครัวเรือนที่ยังคงแข็งแกร่งแม้หนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในช่วง COVID-19

แต่สินทรัพย์ที่ถือครองไว้ก็ราคาสูงขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยังคงพร้อมที่จะจับจ่ายใช้สอยเมื่อทำได้สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสก่อน รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ในขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก สะท้อนความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ นโยบายการคลังที่ยังคงเอื้อต่อการขยายตัว ทำให้ภาพของในเรื่องของปัจจัยพื้นฐานน่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วงสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นในระยะข้างหน้า และประเด็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานแต่อย่างใด

ประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องของระดับมูลค่าการซื้อขาย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของ Price-to-Earning หรือ P/E Ratio ที่ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมาหลังจากการแพร่ระบาดเริ่มต้นขึ้น ระดับการซื้อขายก็ปรับตัวสูงขึ้นมาก เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวลดลง แต่หลังจากนั้นก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ลบภาพของระดับการซื้อขายที่ระดับ P/E สูงไปได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของ P/E Ratio ยังคงมีข้อกังขาในเรื่องของความสามารถในการบ่งบอกแนวโน้มในอนาคต ทำให้เราอาจจะต้องพิจารณาวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การวัดจากผลตอบแทนของหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Equity Risk Premium) ซึ่งหากเราพิจารณาเชิงเปรียบเทียบดังกล่าว

จะพบว่าระดับการซื้อขายของหุ้นนั้นไม่ได้อยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในช่วงระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และแม้มองไปอนาคตดอกเบี้ยอาจจะปรับขึ้นได้บ้างจากเรื่องของแรงกดดันเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่การเพิ่มขึ้นก็น่าจะจำกัดและค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผลกระทบต่อหุ้นน่าจะไม่รุนแรงและก่อนให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางจากตลาดกระทิงไปเป็นตลาดหมีแต่อย่างใด

โดยสรุปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน ปัจจัยพื้นฐาน และระดับการซื้อขาย การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเดือนที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนของปัจจัยสำคัญ 3 ประการดังนี้กล่าว ทำให้ภาพรวมในระยะยาวตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังน่าจะมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดี อย่างไรก็ตามการลงทุนยังต้องใช้ความระมัดระวังเนื่องจากอนาคตเป็นสิ่งที่เราอาจจะคาดเดาได้ยาก และตลาดการเงินเองก็เคลื่อนไหวขึ้นลงทุกวันในประเด็นที่แตกต่างกันทั้งประเด็นเก่าและใหม่ท่ามกลางมุมมองของนักลงทุนที่แตกต่างกัน ทำให้เรายังคงต้องติดตามภาวะการลงทุน ราคาสินทรัพย์กันอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องกันต่อไปครับ