วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกเปลี่ยน เราปรับ : นวัตกรรมกับคนยุคใหม่

การประท้วงเรื่องการเมือง สังคมหรือเศรษฐกิจ ที่เรากำลังเห็นในแต่ละมุมโลกนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออก ซึ่งทำมาต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย แต่การประท้วงเงียบที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกพร้อมกัน

โดยคนวัยหนุ่มสาว ที่มีความคล่องแคล่วในการใช้ดิจิตัลเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจจะกลายเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ 

การเปลี่ยนงานและทัศนคติชีวิต ต่อเนื่องมาถึงระบบการเงิน ซึ่งเกิดจากพลังของเทคโนโลยี อาจทำให้เราเข้าสู่ยุคใหม่เร็วกว่าที่จะรู้ตัว

โควิด-19 เปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันวัยหนุ่มสาว (Generation Z & millennials) เปลี่ยนหรือเตรียมเปลี่ยน การทำมาหากิน Bankrateทำวิจัยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา 55% ของชาวอเมริกันที่กำลังเตรียมตัวเปลี่ยนงานนั้น แบ่งเป็น 77% ของ Gen Z (อายุ 18-20), 63% ของ millennial (อายุ 25-40) เปรียบเทียบกับ 33% ของ baby boomers (อายุ 51-75) 

คนวัยหนุ่มสาวที่ตัดสินใจเปลี่ยนงาน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า งานที่ทำในปัจจุบัน สามารถทำทางไกลได้ โดยใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ คนวัยนี้มีความคล่องตัวในการหานายจ้างใหม่ หรือสร้างงานให้ตัวเอง โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในหมู่พวกวัยเดียวกัน และเนื่องจากปัจจุบันเงินเดือนน้อยกว่าผู้อาวุโสอยู่แล้ว จึงไม่มีความผูกพันกับภาระครอบครัวหรือสังคม จนไม่กล้าเสี่ยง (ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000ดอลลาร์ต่อปี 72% กำลังจะหางานใหม่ เทียบกับผู้ที่มีรายได้ 80,000ดอลลาร์ ต่อปีขึ้นไปมีเพียง 44% เท่านั้น) 

ความยืดหยุ่นของงาน และสิ่งแวดล้อมที่เลือกได้นั้น เป็นสิ่งที่คนวัยหนุ่มสาวให้ความสำคัญมาก เท่าเทียมกับอัตราค่าจ้างหรือความมั่นคง สถานที่ของการทำงานไม่จำกัดขอบเขต ไม่มีพรมแดน และในอนาคตอันใกล้ อาจจะทำงานร่วมกันหลายชาติหลายภาษา และกฎหมายเรื่องการว่าจ้าง การเก็บภาษีอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นสากล

อีกเหตุผลหนึ่งคือการทำงานโดดเดี่ยวแยกจากสังคม ทำให้หลายคนมีปรัชญาชีวิตเปลี่ยนไป เดิมอาจเคยคิดว่าสถานะทางสังคมขึ้นอยู่กับตำแหน่งการงาน แต่ปัจจุบันคุณภาพชีวิตการเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ กล้าเสี่ยงเพิ่มรสชาติของชีวิต และการผจญภัย เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า

ผลกระทบจากการหยุดชะงักของเศรษฐกิจ พาดพิงไปถึงการศึกษา และการว่าจ้างงานในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้รายได้ของคนวัยหนุ่มสาวชาวอเมริกัน หดหายไปประมาณ 13% ทำให้หลายคนเปลี่ยนความคิด จากการอยากสร้างครอบครัว ซื้อบ้านและทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งหมายถึงเป็นหนี้ระยะยาว เปลี่ยนมาเป็นการอยู่โดดเดี่ยว เคลื่อนที่ เป็นอิสระ และเปลี่ยนความสัมพันธ์กับบุคคลและสถานที่ไปเรื่อยๆ

จำนวนประชากรรุ่น Gen Z และ millennial มีรวมประมาณ 85,000,000 คน เทียบกับ baby boomers ประมาณ 75,000,000 คน เรื่องนี้สำคัญ เพราะคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระยะหลัง คนวัยหนุ่มสาวเป็นผู้ตัดสินทิศทางของประเทศ

 

กำลังการซื้อ ซึ่งวัยหนุ่มสาวยังเสียเปรียบอยู่ เนื่องจากรายได้ยังน้อยกว่ารุ่นอาวุโส กำลังถูกทดแทนด้วยความสามารถในการใช้ดิจิตัลเทคโนโลยี ซึ่งมีความเร็ว และความสามารถในการคำนวณซับซ้อน ไปแก้ปัญหา กฏบางอย่างที่ปัจจุบันไม่มีความเป็นธรรม เช่น สถาบันการเงินหรือภาครัฐ มีกฎเกณฑ์ตั้งไว้เอาเปรียบ ไม่ทันสมัย สิ้นเปลืองต่างๆ กำลังโดนเปลี่ยนแปลง และมีแนวโน้มว่าระบบปัจจุบันอาจจะโดนรื้อฟื้น

สัปดาห์นี้ประเทศเอลซัลวาดอร์เป็นชาติแรกที่รับ cryptocurrency เป็นเงินตราที่ถูกต้องตามกฏหมาย และกำลังมีหลายประเทศจะตามมา คลื่นลูกนี้กำลังมาแรง แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นลงสูงมาก ก็จะมีคนจำนวนมากเข้ามาเพิ่มในระบบ (เมื่อคนที่ทำงานต่างประเทศ เลิกส่งเงินกลับบ้านโดยวิธีเดิม Western Union ซึ่งรับส่งเงินข้ามประเทศ จะมีรายได้หดหายไป 300ล้านดอลลาร์)

TripleA สถาบันการเงินในสิงคโปร์ ประเมินว่าปัจจุบันประชากรทั่วโลกประมาณกว่า 300 ล้านคน และธุรกิจเกินกว่า 18,000 แห่ง ได้เข้าร่วมการใช้ cryptocurrency เป็นเงินตราหรือลงทุนซื้อเก็บเป็นทรัพย์สินแล้ว 

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นการยอมรับในที่สุด สังเกตได้ว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกและสถาบันการเงินใหญ่ต่างๆ กำลังรีบจัดนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งว่าจ้างบุคลากรแผนก cryptocurrency เข้ามาเตรียมการ เพราะไม่ต้องการพลาดขบวน

สังคมของคนวัยหนุ่มสาวกำลังเปลี่ยนแปลง ความหมายของความเป็นเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน ในปัจจุบันเริ่มแตกต่างจากเมื่อก่อนโควิด หลายคนทำงานร่วมกันแล้วมาหลายเดือน แต่ไม่เคยพบกันตัวต่อตัว นายจ้างสัมภาษณ์ผู้สมัครงานออนไลน์ และเริ่มงานโดยที่ไม่ได้มีโอกาสเจอกัน ผู้สอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งปีการศึกษานี้ อาจเป็นปีแรกที่ไม่ได้เจอนักศึกษาเลย

มีโอกาสสูงมากที่การแลกเปลี่ยนเงินตราแบบ cryptocurrecy จะเป็นสิ่งที่ยอมรับแพร่หลายทวีคูณ เร็วกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆกำลังวางแผนรับมือ ความจำเป็นทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ผู้ที่ไม่เคยใช้อุปกรณ์สื่อสารทางไกลก็จำเป็นจะต้องปรับตัว เงินตราที่เคยสัมผัสเป็นธนบัตรหรือเหรียญติดมือ เดินเข้าธนาคาร ส่งเอกสารแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เวลาที่ต้องใช้ในการตรวจสอบข้อมูลต่างๆซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับ กำลังจะถูกทดแทน โดยประสิทธิภาพและความรวดเร็วของนวัตกรรม 

สิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน

  • ภาครัฐจะเข้ามาตั้งกฎเกณฑ์คุ้มครองผู้บริโภคและเก็บภาษี
  • สถาบันการเงินใหญ่จะเข้ามาร่วม 
  • มูลค่าของ Bitcoin & altcoins จะสูงขึ้น(แต่จะขึ้นลงอย่างรุนแรง)
  • จำนวนผู้ลงทุนจะมากขึ้น (ชาวอเมริกันประมาณ 10%ลงทุนกับcryptoแล้ว)

โลกเปลี่ยน เราปรับ เปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงโดยนวัตกรรม หรือสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งขณะนี้กำลังต้องการความสามัคคีของทุกคนในชาติครับ