พฤติกรรมคนไทย 'เปลี่ยนไป' ในยุคโควิด-19 อะไรบ้าง-ดีไม่ดี

พฤติกรรมคนไทย 'เปลี่ยนไป' ในยุคโควิด-19 อะไรบ้าง-ดีไม่ดี

อยู่กับความเป็นจริง ป้องกันตัวเองและครอบครัว กรณีพฤติกรรมคนไทย "เปลี่ยนไป" ในยุคโควิด-19 อะไรบ้าง-ดีไม่ดี

ช่วงโควิด 19 ระบาดไปทั่วโลกช่วง 2 ปีมานี้ ทำให้การเดินทางติดต่อค้าขายและท่องเที่ยวระหว่างประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเทศไทยก็เช่นกัน การค้าการขายในประเทศถูกกระทบจากการล็อกดาวน์ ปิดกั้นการเดินทางเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ซึ่ง ณ วันนี้ ไทยมีคนติดเชื้อแล้วมากกว่าล้านคน เสียชีวิตมากกว่าหมื่นราย สร้างความประหวั่นพรั่นพรึง ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมพบปะลดน้อยลง พฤติกรรมคนไทย "เปลี่ยนไป" อย่างเห็นได้ชัด

ผลสำรวจ “พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนไทยในยุคโควิด-19” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,218 คน ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2564 จาก สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่า..

1.พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงมากที่สุด

-การไปร่วมงานสังสรรค์ต่าง ๆ ร้อยละ 90.50
-การเดินทางท่องเที่ยว ร้อยละ 89.50

2.พฤติกรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย

-การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ร้อยละ 55.48

3.พฤติกรรมที่เกิดขึ้นใหม่

-การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา การเลือกซื้อหน้ากากหลากหลายแบบมากขึ้น ร้อยละ 90.12

ภาพรวมประชาชนค่อนข้างพึงพอใจต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ร้อยละ 35.48 และไม่ค่อยพึงพอใจ ร้อยละ 27.79

สถานการณ์โควิด-19 บีบให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว เช่น การใส่หน้ากาก ล้างมือ ทำอาหาร ฯลฯ

"สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องพึ่งตนเองระหว่างที่รอการบริหารจัดการของภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้นการที่ประชาชนไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมปฏิสังสรรค์กันได้ ก็ยังส่งผลต่อสุขภาพจิต อีกทั้งยังกระทบต่อภาคเศรษฐกิจด้วย" สวนดุสิตโพล ระบุ

163081716486

สำหรับผู้เขียนเอง มองได้หลายมุม ต้องมองด้วยสภาพความเป็นจริงว่า โควิดยังไม่หยุดนิ่ง หมายความว่า โควิดได้กลายพันธุ์จากดั้งเดิมคืออู่ฮั่นกลายเป็นเดลต้าที่ร้ายแรงและครองโลกอยู่ในขณะนี้ และสายพันธุ์กลายใหม่อย่าง มิว สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงไปทั่วโลกครั้งใหม่

นี่เป็นความกลัวที่คนไทย จึงไม่กล้าไปร่วมงานสังสรรค์ต่างๆ และทำให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ซึ่งความวิตกกังวลจากข่าวกลายกลายพันธุ์ของโควิดรุนแรงขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่งดการพบปะผู้คนญาติพี่น้อง แต่ในยุคออนไลน์ สามารถพบกันได้ผ่านช่องทาง สื่อสังคม อย่าง เฟซบุ๊คและไลน์ เป็นต้น

เมื่อไม่ได้พบปะกัน ในแง่ดี คือลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด แต่กลายเป็นผลสืบเนื่องไปถึงธุรกิจบางประเภท เช่น อีเว้นท์ และแหล่งสถานพักผ่อน สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า จะเกี่ยวเนื่องกับแรงงานในระบบเป็นลูกโซ่กระทบกันไป

คำว่า "กลัวอดตาย มากกว่ากลัวเชื้อโควิด" กลายเป็นแรงกดดันต่อมาตรการของรัฐบาล จะสร้างความสมดุลนี้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายและรับมือยากเหมือนกัน

ทว่า เมื่อคนส่วนใหญ่ออกมาบอกว่า ไม่กล้าไปร่วมงานสังสรรค์ต่างๆ และทำให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา จึงสะท้อนว่า "ป้องกันตัวเอง" ในการตระหนักภาวะโรคระบาด ดังนั้น รัฐจึงต้องมีมาตรการรองรับ หรือให้ความเชื่อมั่นว่า คนที่ตระหนักรับผิดชอบต่อสังคมควรตอบสนองในทางดี ส่วนคนที่ปล่อยปละละเลยทำให้สังคมเสี่ยงควรจัดการดูแล..

จนกว่า..จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หรือการฉีดวัคซีนป้องได้ทั้งประเทศ ยารักษาโรคมีประสิทธิภาพ ซึ่งคนไทยจะต้องอยู่ในพฤติกรรมเปลี่ยนไป อีกหลายปีเลยทีเดียว