สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกๆท่าน ช่วงนี้ตลาดก็ยังมีความวิตกกังวลซ่อนอยู่ อาจเป็นด้วยการที่ตลาดหลักๆหลายตลาดปรับตัวขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่กัน
ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งอเมริกา ตามมาด้วยยุโรป อินเดีย เวียดนาม แต่ด้วยความที่มีปัจจัยลบการที่ปราศจากข่าวดีเข้ามาก็เลยทำให้ตลาดดูค่อนข้างอ่อนไหว ดังนั้นช่วงนี้ก็ควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุนกันนะครับ
วันนี้ผมอยากกลับเขียนเรื่องของการจัดพอร์ตระยะยาวอีกครั้งหนึ่ง ผมเคยเขียนเรื่องการจัดพอร์ตเพื่อการเกษียณมาหลายครั้งแล้ว มีครั้งหนึ่งเคยเขียนเรื่องการจัดพอร์ตเกษียณให้มีเงิน 10 ล้านฉบับมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นการผสานพลังกันระหว่างเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้ากับการลงทุนใน LTF และ RMF ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็คงต้องเปลี่ยนเป็น SSF ซึ่งผมว่ามีความยืดหยุ่นกว่าเดิมเนื่องจากมีสินทรัพย์ให้เลือกได้หลากหลายกว่า LTF ซึ่งเฉพาะหุ้นไทยเท่านั้น แม้ว่าจะต้องถือลงทุนยาวหน่อยแต่ก็สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ
คราวนี้เราลองมาอัพเดตแนวคิดกันเรื่องการวางแผนการลงทุนกันจากหลายๆข้อคิดเรื่องการจัดพอร์ตเกษียณกัน เรื่องแรกคือเราต้องมีเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการมีความมั่งคั่งเท่าไหร่เมื่อเกษียณ เช่น 10 ล้านบาท(โดยคำนวณมาจากเงินที่ต้องการใช้ต่อเดือนและอายุที่เหลือหลังเกษียณ) หลังจากนั้นจึงเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะกับตัวเราว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงได้เงินลงทุนในแต่ละเดือน เมื่อได้แล้วขั้นต่อไปคือลงทุนตามนั้น ซึ่งส่วนนี้จะขออธิบายเพิ่มในครั้งนี้ว่า การจัดพอร์ตทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเราก็ควรให้เป็นไปตามแผนที่เรากำนหนดไว้ เช่นถ้าเราเลือกที่จะลงทุนในหุ้น 60% สินทรัพย์ทางเลือก 10% ตราสารหนี้ 30% เราก็ควรลงทุนตามนั้น แต่ถ้าองค์กรของเราไม่มีทางเลือกให้ตรงกับพอร์ตของเรา อย่างน้อยก็ขอให้เลือกในพอร์ตที่ใกล้เคียงที่สุด
เช่นเดียวกับการลงทุนใน SSF และ RMF ซึ่งมีทางเลือกมากกว่าแต่เราก็ควรลงทุนในสัดส่วนที่เราได้ตัดสินใจวางแผนเอาไว้แล้ว ทีนี้สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมในส่วนนี้คงมีเพิ่มเติมว่าอยากให้กระจายการลงทุนในหุ้นให้มีทั้งในประเทศและต่างประเทศเนื่องจากตอนนี้เราสามารถเลือกลงทุนได้แล้ว แต่ก็ไม่ควรกระจายจนมากเกินไปเนื่องจากจะทำให้พอร์ตเรามีกองทุนมากมายจนเกินไปนัก ยิ่งถ้าเราไม่อยากอัพเดตหรือมีเวลามาตามพอร์ตเท่าไหร่เราควรเลือกกองทุนที่ไม่ได้ลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงจนเกินไปเช่น กองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเดียว หรือประเทศเล็กๆประเทศเดียว แต่ควรเลือกกองทุนที่กระจายการลงทุนไปทั่วโลก จะทำให้ง่ายต่อการจัดพอร์ตมากกว่า
ข้อต่อมาคือเมื่อลงมือลงทุนแล้วเมื่อเวลาผ่านไป เราควรมาทบทวนสถานะพอร์ตของเราว่าเติบโตเป็นไปตามที่เราคาดการณ์เอาไว้หรือไม่ ถ้ามูลค่าพอร์ตมีค่ามากกว่าที่วางแผนเอาไว้ก็ดีไป แต่ถ้าน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญก็ควรต้องหาสาเหตุและปรับแผนการลงทุนใหม่ นอกจากนั้นเมื่อเราอายุมากขึ้น สัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตของเราอาจเบ้ออกจากที่เราวางแผนเอาไว้ ก็ควรมีการปรับพอร์ตโดยการขายกองทุนที่เกินหรือลงทุนยังกองทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งควรทำเป็นระยะๆเช่นทุกๆปีเป็นต้นเรียกว่าการปรับสมดุลย์ของพอร์ต หรือ การ Rebalance Portfolio
นอกจากนั้นเมื่อเราอายุมากขึ้นความสามารถในการรับความเสี่ยงของเราอาจจะเปลี่ยนไป ซึ่งโดยปกติของเราควรรับความเสี่ยงได้น้อยลงกว่าเมื่อตอนเรายังอายุน้อยๆหรือเมื่อเพิ่มเริ่มต้นทำงาน เราควรปรับแผนการลงทุนใหม่เพื่อให้สอดรับกับความเสี่ยงที่เรารับได้แต่แน่นอนนั่นอาจส่งผลต่อจำนวนเงินที่เราต้องลงทุนในแต่ละเดือนเช่นกัน และอย่างที่เคยเขียนเอาไว้ช่วงใกล้เกษียณเป็นช่วงที่ควรระมัดระวังมากที่สุดเพราะตอนนั้นพอร์ตเราจะมีมูลค่าสูง การแกว่งตัวของตลาดหุ้นจะส่งผลต่อพอร์ตเราได้มากกว่าเมื่อตอนเริ่มต้นลงทุน ดังนั้นถ้าเรามีการปรับลดความเสี่ยงของพอร์ตอยู่แล้วปัญหานี้ก็จะน้อยลงไป
มีคนมักจะถามเรื่องกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ใหม่หรือกลุ่มธุรกิจใหม่ๆซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนที่สูงจูงใจให้ไปลงทุนเป็นอย่างยิ่ง คำแนะนำในส่วนนี้คือให้แยกพอร์ตออกไปหรือแยกเงินลงทุนออกไปนั่นเอง เพราะหลายคนมองกองทุนพวกนี้เหมือนการลงทุนในระยะที่สั้นกว่า(ทั้งที่กองทุนพวกนี้เป็นกองทุนที่มีมุมมองระยะยาว แต่ด้วยการที่ผลตอบแทนที่อาจผันผวนมากกว่า) ซึ่งก็จะทำให้ได้ประโยชน์ในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนแบบดั้งเดิม หรือสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการลงทุนได้ง่ายขึ้น หรือถ้าจะรวมไปในพอร์ตระยะยาวก็ควรมีการจำกัดน้ำหนักการลงทุนไว้ไม่ให้เกินสัดส่วนที่กำหนด
ท้ายสุดนี้ผมก็ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกๆท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรงและโชคดีกับการลงทุนครับ






