วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาจลาจลอาฟริกาใต้

เมื่อทุบกระจก  ทุบประตูหน้าร้าน แล้วก็แห่เข้าไปขนของในร้านเยี่ยงโจร ทั้งช่วยกันและแย่งกันขนจนเกลี้ยงร้าน บ้างก็จุดไฟเผาร้านและบ้านใกล้เคียง

ภายในเวลา 6 วันที่กิจกรรมบ้าคลั่งนี้ดำเนินอยู่กับศูนย์การค้ากว่า 200 แห่ง    ร้านค้ากว่า 3,000 แห่งโดยแทบไม่มีตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่เข้าไปขัดขวางเพราะการจลาจลครั้งนี้รุนแรงมาก ประมาณว่ามีผู้เข้าไป “ปล้น” ลักษณะนี้นับเป็นหมื่น ๆ คน  เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ชาวโลก     

เหตุการณ์ข้างต้นนี้เกิดที่เมือง Durban ในประเทศอาฟริกาใต้เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา    ถึงแม้ประเทศนี้จะเป็นแชมป์ของการประท้วง แต่ก็ยังไม่เคยมีครั้งใดที่รุนแรงและน่าอับอายชาวโลกเท่าครั้งนี้ จลาจลครั้งนี้มีหลายสาเหตุปนกัน   เสมือนกับเป็นเชื้อไฟซึ่งพร้อมที่จะติดไฟอยู่แล้ว   เมื่อมีไม้ขีดไฟโยนลงไปก็เกิดเป็นเปลวเพลิงขึ้นทันที             

อาฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (ประมาณ 5,200 เหรียญ ;  ไทย 7,700 เหรียญ) สูงสุดของทวีปอาฟริกาซึ่งมีประเทศรวมกันทั้งหมด 54 ประเทศ   มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าและมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเพชร   ทองคำ     ถ่านหิน    แร่เหล็ก     แร่หายากหลายประเภทบนแผ่นดินกว้างใหญ่ถึง 1.2 ล้านตารางกิโลเมตร (ไทย 500,000 ตารางกิโลเมตร)  ด้วยประชากร 60 ล้านคนอันประกอบด้วยคนผิวดำ 80%      คนขาว 9%     ลูกครึ่งขาว-ดำ 9%   เอเชีย(ส่วนใหญ่อินเดีย) 2.5%               

อาฟริกาใต้มีประวัติศาสตร์อันขมขื่น ที่เกี่ยวพันกับการตั้งรกรากของคนผิวขาวบนแผ่นดินคนผิวดำที่อยู่มาดั้งเดิมเพื่อธุรกิจค้าทาส เช่นเดียวกับอีก 2 ประเทศที่มีลักษณะคล้ายกันคือ Zimbabwe (ชื่อเดิมคือ Rhodesia มีประชากร 15 ล้านคน)   และ Namibia (ชื่อเดิมคือ South West Africa มีประชากร  2.5 ล้านคน)   ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอาฟริกาใต้เริ่มเมื่อปี 1910 หลังจากการต่อสู้ระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวและระหว่างคนผิวขาวด้วยกันเองเพื่อแย่งเค้กก้อนนี้    สันติภาพเกิดขึ้นจากการตกลงระหว่างคนผิวขาวอันประกอบด้วยคนอังกฤษที่มาตั้งรกราก กับคนที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Afrikaans      (คนผิวขาวที่เกิดบนแผ่นดินนี้  ส่วนใหญ่มีเชื้อสายดัตช์ )และคนที่ถูกมองข้ามก็คือคนผิวดำเจ้าของแผ่นดิน                 

ในปี 1948 รัฐบาลคนผิวขาวก็ออกกฎหมายสร้างนโยบาย  Apartheid เพื่อแบ่งแยกให้คนผิวขาวมีอำนาจเหนือคนผิวสีอื่น ๆ โดยเรียงลำดับชนชั้น   เรียงจากสูงมาต่ำคือ    คนผิวขาว คนเอเชีย ลูกครึ่งขาว-ดำและคนผิวดำ มีการแบ่งแยกที่พักอาศัย   แบ่งสิทธิต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต และการทำงาน ห้ามการแต่งงาน หรือเป็นคู่รักระหว่างคนผิวขาวและผิวสีอื่น ๆ     ฯลฯ 

 Apartheid คล้ายคลึงกับการแบ่งผิวสีในสหรัฐอเมริกาก่อนยุค 1960 แต่เข้มข้นกว่ามาก ในยุค 1980  นโยบาย Apartheid ของอาฟริกาใต้โดนโจมตีหนักโดยชาวโลก   และมีการเคลื่อนไหวในทวีปอาฟริกาต่อต้านจนในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้    ยอมยกเลิกนโยบาย Apartheid ในต้นทศวรรษ 1990       

Nelson Mandela อดีตหัวหน้าผู้ต่อต้านการครอบงำอาฟริกาใต้ของคนผิวขาวได้รับการปล่อยออกจากคุกหลังจากถูกจองจำ 27 ปี มาตั้งพรรค ANC (Africa National Congress) ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพในปี 1993  และได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นให้เป็นประธานาธิบดีในปี 1994    และครบวาระในปี 1999                 

Mandela ได้ทำให้คนผิวครองอำนาจทางการเมืองแต่โครงสร้างอำนาจดั้งเดิมด้านเศรษฐกิจยังอยู่ในมือคนผิวขาว     เขาพยายามสร้างความสงบและขจัดข้อขัดแย้งระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาว ห้ามมิให้มีการล้างแค้นฆ่าฟันกันระหว่างกลุ่ม และได้พยายามวางรากฐานของประเทศ     

ระหว่าง ปี 1999-2008 พรรค ANC ก็ชนะได้ประธานาธิบดีชื่อ Mbeki  ผู้มีบทบาทสำคัญทำให้ประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจ ประเทศเดินหน้าไปได้ดีจนได้นาย Zuma แห่งพรรคเดียวกันมาเป็นประธานาธิบดีระหว่าง 2008-2016   

Zuma ทำให้คอรัปชั่นในประเทศนี้เข้มแข็งและกระจายไปทุกอณู นโยบายกระจายให้มีมหาเศรษฐีผิวดำด้วยการบังคับให้โอนหุ้นของบริษัทใหญ่ของคนผิวขาวให้คนผิวดำ ก็ปรากฏว่านาย Zuma ได้รับการโอนหุ้นก่อนเป็นประธานาธิบดีจนร่ำรวย และรวมไปถึงน้องเขย และน้องสะใภ้ด้วย   เมื่อได้มาก็ขายเป็นเงินสดและก็ออกกฎหมายอีกเป็นระลอก  ทำให้พรรคพวกรวยไปตาม ๆ กัน               

ประกายไฟที่จุดการจลาจลครั้งนี้ก็คือการประท้วงที่นาย Zuma ถูกคำสั่งศาลให้จองจำ 15 เดือน  ในข้อหาหมิ่นประมาทศาล   ออกมาโจมตีศาลอยู่เสมอเมื่อพ้นตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว  ส่วนเชื้อไฟสำคัญก็คือคอรัปชั่น     ความเหลื่อมล้ำของฐานะทางเศรษฐกิจอย่างสูงระหว่างคนกลุ่มน้อย (คนผิวขาว)  กับคนผิวดำ (อาฟริกาเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีการกระจายรายได้เลวร้ายสุดในโลก)    โอกาสในการได้รับบริการจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน  คนสองกลุ่มเหมือนอยู่ใน 2 ประเทศที่ต่างกันเหมือนฟ้ากับดิน คนผิวขาวได้รับบริการด้านสาธารณสุข     การศึกษา    การคุ้มครองความปลอดภัย    ฯลฯ    ผ่านการจ่ายเงินเพิ่มเติมเป็นพิเศษ จนกีดกันให้คนจนไม่มีโอกาสเข้าถึง               

การระบาดของโควิด (คนติดเชื้อ 2.055 ล้านคน      ตาย 75,774    ล่าสุดเฉลี่ยติดเชื้อวันละ17,000 คน)  ทำให้คนจนลำบากยิ่งขึ้น คนผิวดำที่ยากจนเกือบทั้งหมดว่างงานประมาณ 50% และทั้งประเทศว่างงาน 33%    มีคนว่างงานจากโควิดจำนวนมหาศาลจนกระทบถึงครอบครัวของคนผิวดำที่ทำงานหนึ่งคน เฉลี่ยดูแล 4.3 คน    เชื้อไฟเหล่านี้เมื่อพบกับไม้ขีดไฟของการประท้วงอันเกิดจากความรู้สึกคับแค้นใจในความแตกต่างที่มีมายาวนาน และเป็นโอกาสในการได้อาหารมาประทังชีวิต   การประท้วงเพื่อนาย Zuma  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นจึงกลายพันธุ์เป็นจลาจลในที่สุด           

สิ่งที่เป็นตัวบอกเหตุว่าประเทศนี้มีปัญหาจากความความแตกต่างและเหลื่อมล้ำก็คือมีบริษัทจดทะเบียนทำธุรกิจด้านรักษาความปลอดภัย 9,000 บริษัท   จ้างคนรวม 400,000 คน    ซึ่งมากกว่ากำลังทหารและตำรวจของทั้งประเทศรวมกัน   หมู่บ้านคนมีเงินจะมีผู้รักษาความปลอดภัยถือปืนคุ้มครอง 24 ชั่วโมง   พร้อมกับมีลวดไฟฟ้าแรงสูงอยู่เหนือรั้วพันไปรอบบริเวณ  ภาพเช่นนี้เห็นอยู่ทั่วทุกหนแห่ง             

จลาจลอาฟริกาใต้ครั้งนี้เป็นที่จับตามองของชาวโลกเพราะแฟชั่นเลียนแบบอาจเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งการถึงกันของข่าวสารข้อมูลในปัจจุบัน    ประเทศที่มีปัญหาขัดแย้งพื้นฐานที่รุนแรง     มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและโอกาสสูง     คอรัปชั่นกระจายทุกอณู    มีความคับแค้นใจจากการเห็นความแตกต่างอีกทั้งถูกผลกระทบจากโควิด ฯลฯ ต้องจับตาระแวดระวังเป็นพิเศษ และรีบแก้ไขปัญหาอย่างรีบด่วน.