เมื่อทุบกระจก ทุบประตูหน้าร้าน แล้วก็แห่เข้าไปขนของในร้านเยี่ยงโจร ทั้งช่วยกันและแย่งกันขนจนเกลี้ยงร้าน บ้างก็จุดไฟเผาร้านและบ้านใกล้เคียง
ภายในเวลา 6 วันที่กิจกรรมบ้าคลั่งนี้ดำเนินอยู่กับศูนย์การค้ากว่า 200 แห่ง ร้านค้ากว่า 3,000 แห่งโดยแทบไม่มีตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่เข้าไปขัดขวางเพราะการจลาจลครั้งนี้รุนแรงมาก ประมาณว่ามีผู้เข้าไป “ปล้น” ลักษณะนี้นับเป็นหมื่น ๆ คน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ชาวโลก
เหตุการณ์ข้างต้นนี้เกิดที่เมือง Durban ในประเทศอาฟริกาใต้เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถึงแม้ประเทศนี้จะเป็นแชมป์ของการประท้วง แต่ก็ยังไม่เคยมีครั้งใดที่รุนแรงและน่าอับอายชาวโลกเท่าครั้งนี้ จลาจลครั้งนี้มีหลายสาเหตุปนกัน เสมือนกับเป็นเชื้อไฟซึ่งพร้อมที่จะติดไฟอยู่แล้ว เมื่อมีไม้ขีดไฟโยนลงไปก็เกิดเป็นเปลวเพลิงขึ้นทันที
อาฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (ประมาณ 5,200 เหรียญ ; ไทย 7,700 เหรียญ) สูงสุดของทวีปอาฟริกาซึ่งมีประเทศรวมกันทั้งหมด 54 ประเทศ มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าและมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเพชร ทองคำ ถ่านหิน แร่เหล็ก แร่หายากหลายประเภทบนแผ่นดินกว้างใหญ่ถึง 1.2 ล้านตารางกิโลเมตร (ไทย 500,000 ตารางกิโลเมตร) ด้วยประชากร 60 ล้านคนอันประกอบด้วยคนผิวดำ 80% คนขาว 9% ลูกครึ่งขาว-ดำ 9% เอเชีย(ส่วนใหญ่อินเดีย) 2.5%
อาฟริกาใต้มีประวัติศาสตร์อันขมขื่น ที่เกี่ยวพันกับการตั้งรกรากของคนผิวขาวบนแผ่นดินคนผิวดำที่อยู่มาดั้งเดิมเพื่อธุรกิจค้าทาส เช่นเดียวกับอีก 2 ประเทศที่มีลักษณะคล้ายกันคือ Zimbabwe (ชื่อเดิมคือ Rhodesia มีประชากร 15 ล้านคน) และ Namibia (ชื่อเดิมคือ South West Africa มีประชากร 2.5 ล้านคน) ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอาฟริกาใต้เริ่มเมื่อปี 1910 หลังจากการต่อสู้ระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวและระหว่างคนผิวขาวด้วยกันเองเพื่อแย่งเค้กก้อนนี้ สันติภาพเกิดขึ้นจากการตกลงระหว่างคนผิวขาวอันประกอบด้วยคนอังกฤษที่มาตั้งรกราก กับคนที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Afrikaans (คนผิวขาวที่เกิดบนแผ่นดินนี้ ส่วนใหญ่มีเชื้อสายดัตช์ )และคนที่ถูกมองข้ามก็คือคนผิวดำเจ้าของแผ่นดิน
ในปี 1948 รัฐบาลคนผิวขาวก็ออกกฎหมายสร้างนโยบาย Apartheid เพื่อแบ่งแยกให้คนผิวขาวมีอำนาจเหนือคนผิวสีอื่น ๆ โดยเรียงลำดับชนชั้น เรียงจากสูงมาต่ำคือ คนผิวขาว คนเอเชีย ลูกครึ่งขาว-ดำและคนผิวดำ มีการแบ่งแยกที่พักอาศัย แบ่งสิทธิต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต และการทำงาน ห้ามการแต่งงาน หรือเป็นคู่รักระหว่างคนผิวขาวและผิวสีอื่น ๆ ฯลฯ
Apartheid คล้ายคลึงกับการแบ่งผิวสีในสหรัฐอเมริกาก่อนยุค 1960 แต่เข้มข้นกว่ามาก ในยุค 1980 นโยบาย Apartheid ของอาฟริกาใต้โดนโจมตีหนักโดยชาวโลก และมีการเคลื่อนไหวในทวีปอาฟริกาต่อต้านจนในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ ยอมยกเลิกนโยบาย Apartheid ในต้นทศวรรษ 1990
Nelson Mandela อดีตหัวหน้าผู้ต่อต้านการครอบงำอาฟริกาใต้ของคนผิวขาวได้รับการปล่อยออกจากคุกหลังจากถูกจองจำ 27 ปี มาตั้งพรรค ANC (Africa National Congress) ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพในปี 1993 และได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นให้เป็นประธานาธิบดีในปี 1994 และครบวาระในปี 1999
Mandela ได้ทำให้คนผิวครองอำนาจทางการเมืองแต่โครงสร้างอำนาจดั้งเดิมด้านเศรษฐกิจยังอยู่ในมือคนผิวขาว เขาพยายามสร้างความสงบและขจัดข้อขัดแย้งระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาว ห้ามมิให้มีการล้างแค้นฆ่าฟันกันระหว่างกลุ่ม และได้พยายามวางรากฐานของประเทศ
ระหว่าง ปี 1999-2008 พรรค ANC ก็ชนะได้ประธานาธิบดีชื่อ Mbeki ผู้มีบทบาทสำคัญทำให้ประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจ ประเทศเดินหน้าไปได้ดีจนได้นาย Zuma แห่งพรรคเดียวกันมาเป็นประธานาธิบดีระหว่าง 2008-2016
Zuma ทำให้คอรัปชั่นในประเทศนี้เข้มแข็งและกระจายไปทุกอณู นโยบายกระจายให้มีมหาเศรษฐีผิวดำด้วยการบังคับให้โอนหุ้นของบริษัทใหญ่ของคนผิวขาวให้คนผิวดำ ก็ปรากฏว่านาย Zuma ได้รับการโอนหุ้นก่อนเป็นประธานาธิบดีจนร่ำรวย และรวมไปถึงน้องเขย และน้องสะใภ้ด้วย เมื่อได้มาก็ขายเป็นเงินสดและก็ออกกฎหมายอีกเป็นระลอก ทำให้พรรคพวกรวยไปตาม ๆ กัน
ประกายไฟที่จุดการจลาจลครั้งนี้ก็คือการประท้วงที่นาย Zuma ถูกคำสั่งศาลให้จองจำ 15 เดือน ในข้อหาหมิ่นประมาทศาล ออกมาโจมตีศาลอยู่เสมอเมื่อพ้นตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว ส่วนเชื้อไฟสำคัญก็คือคอรัปชั่น ความเหลื่อมล้ำของฐานะทางเศรษฐกิจอย่างสูงระหว่างคนกลุ่มน้อย (คนผิวขาว) กับคนผิวดำ (อาฟริกาเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีการกระจายรายได้เลวร้ายสุดในโลก) โอกาสในการได้รับบริการจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน คนสองกลุ่มเหมือนอยู่ใน 2 ประเทศที่ต่างกันเหมือนฟ้ากับดิน คนผิวขาวได้รับบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา การคุ้มครองความปลอดภัย ฯลฯ ผ่านการจ่ายเงินเพิ่มเติมเป็นพิเศษ จนกีดกันให้คนจนไม่มีโอกาสเข้าถึง
การระบาดของโควิด (คนติดเชื้อ 2.055 ล้านคน ตาย 75,774 ล่าสุดเฉลี่ยติดเชื้อวันละ17,000 คน) ทำให้คนจนลำบากยิ่งขึ้น คนผิวดำที่ยากจนเกือบทั้งหมดว่างงานประมาณ 50% และทั้งประเทศว่างงาน 33% มีคนว่างงานจากโควิดจำนวนมหาศาลจนกระทบถึงครอบครัวของคนผิวดำที่ทำงานหนึ่งคน เฉลี่ยดูแล 4.3 คน เชื้อไฟเหล่านี้เมื่อพบกับไม้ขีดไฟของการประท้วงอันเกิดจากความรู้สึกคับแค้นใจในความแตกต่างที่มีมายาวนาน และเป็นโอกาสในการได้อาหารมาประทังชีวิต การประท้วงเพื่อนาย Zuma ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นจึงกลายพันธุ์เป็นจลาจลในที่สุด
สิ่งที่เป็นตัวบอกเหตุว่าประเทศนี้มีปัญหาจากความความแตกต่างและเหลื่อมล้ำก็คือมีบริษัทจดทะเบียนทำธุรกิจด้านรักษาความปลอดภัย 9,000 บริษัท จ้างคนรวม 400,000 คน ซึ่งมากกว่ากำลังทหารและตำรวจของทั้งประเทศรวมกัน หมู่บ้านคนมีเงินจะมีผู้รักษาความปลอดภัยถือปืนคุ้มครอง 24 ชั่วโมง พร้อมกับมีลวดไฟฟ้าแรงสูงอยู่เหนือรั้วพันไปรอบบริเวณ ภาพเช่นนี้เห็นอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
จลาจลอาฟริกาใต้ครั้งนี้เป็นที่จับตามองของชาวโลกเพราะแฟชั่นเลียนแบบอาจเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งการถึงกันของข่าวสารข้อมูลในปัจจุบัน ประเทศที่มีปัญหาขัดแย้งพื้นฐานที่รุนแรง มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและโอกาสสูง คอรัปชั่นกระจายทุกอณู มีความคับแค้นใจจากการเห็นความแตกต่างอีกทั้งถูกผลกระทบจากโควิด ฯลฯ ต้องจับตาระแวดระวังเป็นพิเศษ และรีบแก้ไขปัญหาอย่างรีบด่วน.









