วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องเล่าสิ้นไตรมาส 2

เรื่องหลักในไตรมาสนี้เป็นเรื่องเดิมๆ ทั้งนั้น เรื่อง COVID 19  โดยเริ่มจากการระบาดระลอกที่ 3

มีการการกลายพันธุ์ ของเชื่อไวรัส เรียกว่าสายพันธุ์ เดลต้า จากอินเดีย ซึ่งได้ take over ทุกสายพันธุ์ เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว และ เรื่องเฉพาะตัวของบ้านเรา ก็คือเรื่องการบริหารจัดการในเรื่องการฉีดวัคซีนที่ล่าช้ามาก และที่หนักกว่าคือ จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล และสุดท้ายก็คือเรื่องมาตรการลดการเคลื่อนย้าย ซึ่งก็ขยายจาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด และขยายระยะเวลามาตรการอีกประมาณ  1 เดือน

ในส่วนของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มส่งผลต่อการลงทุน ในสถานการณ์ต่างประเทศ คือ เรื่องนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งติดตามผ่านผลการประชุม FOMC ซึ่งยังคงวนเวียนกันก็แต่เรื่องอัตราเงินเฟ้อแลการคาดการณ์ อัตราดอกเบี้ยในอนาคต และแถมพ่วงด้วยเรื่องงบประมาณ ของสหรัฐฯ ซึ่งรอบนี้ต้องใช้ไปในเรื่องการเยียวยา และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่มีขนาดใหญ่กว่าปีที่แล้วอย่างมหาศาล สุดท้ายก็เป็นเรื่องปัจจัยทางการเมืองของเราเอง และปัจจัยดังกล่าวมาทั้งหมด ทำให้สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจหลายสำนักในประเทศไทย เริ่ม ให้ตัวเลขการคาดการณ์ GDP ปีนี้ไว้ที่ ประมาณ ร้อยละ 1 ส่วนใหญ่ก็คาดหวังว่าจะไม่ต่ำไปกว่านี้ครับ

เกริ่นมาขนาดนี้ถ้าพูดวนไปมาและผลกระทบแบบเดิมๆ ก็จะดูน่าเบื่อเกินไป เรามาเปลี่ยนประเด็นเป็นว่า เรื่องที่ผมจั่วหัวไปในเบื้องต้นมันจะพัฒนาไปทางไหน และมีแนวโน้มจะเป็นอย่างไรต่อ ผมหยิบมา 3 ปัจจัยหลัก ทั้งหมดที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ไม่ได้รู้เองแต่มาจากข้อมูลทั่วไปที่ปรากฎตามสื่อ และจากผู้ที่มีความรู้จริง นำมาพูดให้ฟังแบบเข้าใจได้ ไม่ต้องแปลความหมายกันมากครับ

เรื่องการระบาดรอบที่ 3 หรือรอบที่ 4 ของ COVID 19 หลายสำนักที่มีการทำตัวเลขประมาณการผู้ติดเชื้อ ซึ่งน่าจะสูงขึ้นไปถึงประมาณ ใกล้ๆ 3 หมื่น ในช่วง สิงหาคม และ กันยายน ตัวเลขดังกล่าวอยู่บนหลักการทางสถิติ ล้วนๆที่นำข้อมูลจากช่วงเวลาที่ผ่านมาปรับด้วยพฤติกรรมหรือกิจกรรมของคนผ่านข้อมูลของ Google Analytical ซึ่งพบว่ากิจกรรมของกลุ่มคนในรอบนี้มีมากกว่าการล็อคดาวส์เมื่อปีก่อน ทำให้การแพร่กระจายของเชื้อเป็นไปอย่างรวดเร็วประกอบกับสายพันธุ์เดลต้าเป็นสายพันธุ์ที่ติดง่ายทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อถึงทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว การระบาดจะค่อยๆลดลง ในช่วงเดือนสิงหาคมที่เป็นเช่นนั้นก็มาจากประมาณการผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกในประเทศ เกินร้อยละ 50 ในเดือน สิงหาคม และร้อยละ 70 ในเดือนตุลาคม โดยมีการปรับเป้าตามอัตราการฉีดต่อวันที่เปลี่ยนไป สรุปก็คือ ที่คาดว่ายอดผู้ติดเชื้อจะชะลอลงก็เป็นผลมาจากการได้รับวัคซีน โดย ยอดผู้ติดเชื้อต่อวันจะขึ้นสูงสุดช่วงต้นสิงหาคมหรือเดือนกันยายน จากนั้นจะค่อยๆลดลง

ผลการประชุมของ FOMC หรือ FED มีทติ้งส์ เรียกว่า FED ก็แล้วกัน นักวิเคราะห์ ต่างก็ทราบว่าการเคลื่อนไหว หรือ การตัดสินใจของ FED มีผลต่อตลาดเงินทั่วโลก แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ จะออกมาอย่างไร อัตราเงินเฟ้อ เพิ่มสูงขึ้น การจ้างงานเพิ่มสูงขึ้น แต่ FED ก็ยังคงดำเนินนโยบายเช่นเดิม คือนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย มาโดยตลอด  ซึ่งถ้ามองกันตามที่เห็น สถาการณ์ COVID 19 เป็นอะไรที่นักการเงินไม่ควรจะนำมาวิเคระห์เปรียบเทียบกับปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ แต่ควรนำมาคิดในเชิงของค่าความเสี่ยงที่ประเมินไม่ได้ ก็จะได้คำตอบว่าทำไม FED ยังคงนโยบายแบบ ผ่อนคลาย ถ้าสรุปก็คือ ผมว่า FED คงไม่เปลี่ยนท่าทีอะไรในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อเจอ สายพันธุ์ เดลต้า รอกันไปยาวๆ เป็นปีละครับ

สุดท้ายเรื่องการประท้วงและการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศ โดยปกติ แล้วผมจะไม่มีการ คอมเม้นท์ ในเรื่องการเมืองในบทความของผม แต่รอบนี้จะขอแตะ นิดนึงคือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้น ถ้าหากไม่มีความรุนแรง ก็ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวโดยปกติ แต่หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น ความไม่สงบทางการเมือง อาจจะเปลี่ยนเป็นความไม่สงบภายในประเทศ ซึ่งนั้นจะกลายเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลโดยตรงต่อบรรยากาศการลงทุนของเรา นั่นหมายความว่า สถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเราขยายวงกว้างมากขึ้นไปสู่ความไม่สงบภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาวะตลาดการลงทุน ในส่วนของคำแนะนำการลงทุน หากเดือนนี้คงต้องรอให้ปัจจัยแวดล้อมดังกล่าวข้างต้น 3 เรื่อง มีความชัดเจนมากขึ้นไม่ว่าจะทิศทางลบหรือบวก ซึ่งผมจะกลับมาปรับพอร์ตคำแนะนำอีกครั้ง เนื่องจากพอร์ตการลงทุนที่ผมแนะนำไปก่อนนหน้ายังคงเป็นแนว Conservative ที่ปรับเข้ากับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น โดยยังสามารถปรับใช้ได้สถานการณ์ปัจจุบัน ครับ หรือท่านใดสนใจ www.one-asset.com  เรามีสรุปภาวะตลาดอัพเดทสถานการณ์การลงทุนทุกวันและทุกสัปดาห์