ฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Defi) ซึ่ง Stablecoin ถือเป็นกลไกสำคัญในระบบการเงินแบบ Defi
ฉบับนี้ ผู้เขียนขอเล่าถึง “เงิน” ในระบบการเงินเดิม และ “Stablecoin” ในโลกการเงินยุคใหม่
หน้าที่และบทบาทของเงิน
หากจะเข้าใจ “เงิน” ก็ต้องเข้าใจ “หน้าที่และบทบาทของเงิน” ในระบบเศรษฐกิจก่อน ซึ่ง เงิน มีคุณสมบัติที่สำคัญสามประการ คือ
1) เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หมายความว่า เงินมีหน้าที่เป็นตัวกลางที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถชำระค่าสินค้า/บริการได้
2) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการวัดมูลค่า กล่าวคือ เมื่อเราจะใช้เงินเพื่อชำระราคา ก็หมายความว่า เงินมีคุณสมบัติในการใช้เป็นเครื่องมือในการวัดหรือเทียบมูลค่าของสินค้า/บริการดังกล่าวได้ เช่น ข้าวจานละ 5 บาท เป็นต้น
3) เป็นเครื่องรักษามูลค่า หมายความว่า หากเทียบ “เงิน” กับ “สินค้า” พบว่า สินค้าอาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลาเพราะโดยสภาพไม่อาจเก็บมูลค่าไว้ได้นาน เช่นข้าวที่เราซื้อไว้ 5 บาท ไม่นานก็เน่าเสีย ทำให้มูลค่าลดลง และขาด “สภาพคล่อง” ในการเป็น “สินทรัพย์” ดังนั้น เราจึงนิยมเก็บเงินไว้แทนสิ่งอื่น เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเป็นสินค้า/บริการได้โดยง่าย มีสภาพคล่องสูง และมีคุณสมบัติในการรักษามูลค่าได้ดี
วิวัฒนาการของเงิน
เดิมที เงิน มักสื่อความหมายถึง วัตถุที่มีรูปร่าง จับต้องได้ เช่น เงินเหรียญกษาปณ์ และธนบัตร ต่อมาด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมของระบบชำระเงิน ทำให้เกิดระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล เช่น บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต (Payment cards) ซึ่งการชำระเงินรูปแบบนี้ยังคงใช้ “เงิน” เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนอยู่ (เพราะมีการอนุญาตให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีลูกค้าหลังจากมีการทำธุรกรรม)
จนต่อมา ได้มีการใช้ e-money ซึ่งเป็นการใช้ระบบข้อมูลที่มีการบันทึกเพื่อเก็บ “มูลค่าของเงิน” ไว้ในไมโครชิพของสมาร์ทการ์ด หรือ ในเครือข่ายของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแม้จะไม่ได้ใช้ “เงิน” เป็นสื่อกลางโดยตรง แต่ก็มีการเก็บมูลค่าของเงินไว้เพื่อใช้แลกเปลี่ยนเป็นสินค้า/บริการในอนาคต (ในลักษณะ Prepaid)
จนปัจจุบัน เงิน ถูกพยายามสร้างให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลผ่านรูปแบบของคริปโทเคอร์เรนซี (คริปโท) ในลักษณะต่าง ๆ โดยใช้ Blockchain และ Smartcontract เป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน
Stablecoin คือ คริปโท ประเภทหนึ่ง
ในทางปฏิบัติ เราสามารถจำแนกคริปโทออกได้เป็นสามประเภท ได้แก่
1) CBDC หรือแบบที่ธนาคารกลางเป็นคนออก เช่น ดิจิทัลหยวนของจีน
2) แบบ Decentralized หรือ แบบที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นคนออก ไม่มีกลไกรักษามูลค่า และไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง เช่น Bitcoin และ Ether 3) Private-entity issued หรือคริปโทประเภทที่ออกโดยองค์กรเอกชน และมักมีการสร้างกลไกรักษามูลค่าของเหรียญให้คงที่ ซึ่งStablecoin จัดอยู่ในคริปโทประเภทนี้
โดยในทางปฏิบัติ ผู้ออก Stablecoin มักเลือกสร้างกลไกรักษามูลค่าในสามลักษณะ คือ แบบที่ใช้เงินตราหนุนหลัง (Fiat-backed) หรือแบบที่ใช้สินทรัพย์หนุนหลัง (Asset-Backed) หรือแบบที่ไม่มีสิ่งใดหนุนหลังแต่ใช้กลไกของ Smart contract และอัลกอริทึ่มในการรักษามูลค่าของเหรียญไว้แทน
Stablecoin คือ การสร้างสื่อกลางเพื่อรักษามูลค่า
ดังนั้น เมื่อประสงค์ให้ Stablecoin เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่าและทำธุรกรรมทางการเงินได้ไม่ต่างจากเงิน ก็ต้องพยายามให้ Stablecoin เป็น “สินทรัพย์” ที่มี “สภาพคล่อง” ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะมีสภาพคล่องได้ดี ก็ขึ้นอยู่กับว่า “สามารถเปลี่ยนเป็นสินค้า/บริการได้ง่ายเพียงใด” และ “มีความเสี่ยงในการลดลงของมูลค่าได้น้อยแค่ไหน”
ดังนั้น ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ จึงเป็นที่มาในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างกลไกให้ Stablecoin สามารถเก็บรักษามูลค่าได้ตามวิธีการที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้ เพื่อพยายามให้เกิดกระบวนการ “เสถียรภาพในค่า” และให้มีสภาพใกล้เคียงกับเงินและระบบการเงินที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุดในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อหวังผลในการเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการให้บริการทางการเงิน
กฎหมายและการกำกับดูแล
ปัจจุบันการกำกับ Stablecoin ในต่างประเทศมีความหลากหลายและอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการกำกับดูแล เช่น จีน ประเทศที่กำลังจะมีสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง มีแนวทางในการห้ามซื้อขาย/ขุดคริปโทที่ออกโดยภาคเอกชน ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ไม่ห้ามการออก Stablecoin แบบใช้เงินตราหนุนหลัง และมีการกำกับดูแลในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ e-Money
สำหรับประเทศไทย พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 กำหนดให้ “เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” หมายถึงเงินเหรียญกษาปณ์และธนบัตรที่ออกโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เท่านั้น ดังนั้น หากพิจารณา Stablecoin ตามกฎหมายปัจจุบัน จะไม่มีคุณสมบัติเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแต่ในอนาคตอาจถูกกำกับในฐานะที่เป็นระบบหรือบริการชำระเงินภายใต้ พ.ร.บ. ระบบชำระเงิน 2560
ซึ่งมาตรา 12 และ 16 ของกฎหมายฉบับดังกล่าวรองรับการกำกับดูแลในกรณีที่มีการใช้ระบบชำระเงินหรือบริการชำระเงินซึ่งนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ (ซึ่งต้องผ่านการทดสอบการให้บริการโดย ธปท. ก่อน)
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากเป็นการออก Stablecoin ประเภทใช้เงินบาทหนุนหลังอาจสามารถกำกับในลักษณะใกล้เคียงกับ e-Money ได้ (แต่ต้องพิจารณารายละเอียดของการออกและความเสี่ยงในการใช้งานประกอบด้วย)
อย่างไรก็ดี หากเป็นการออก Stablecoin โดยใช้สกุลเงินต่างประเทศ (Fx-Backed) หรือสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ตลอดจนการใช้กลไกของอัลกอริทึ่ม ยังคงเป็นประเด็นท้าทายของกฎหมายการเงินและการกำกับดูแลของภาครัฐในปัจจุบัน
กฎหมายและการใช้งานในปัจจุบัน
ดังนั้น การใช้ Stablecoin เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินของเอกชน เช่น ชำระค่าสินค้า/บริการระหว่างกัน ถือเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ซึ่งสิทธิ หน้าที่ ความรับผิด และผลทางกฎหมาย เป็นสิ่งที่ประชาชนผู้ทำธุรกรรมต้องศึกษาและพิจารณาความเสี่ยงด้วยตนเอง เพราะไม่ใช่กิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับของภาครัฐ
เช่น ความเสี่ยงจากการผันผวนของมูลค่า ความน่าเชื่อถือของผู้ออกเหรียญและแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ และความเสี่ยงจากการถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิชอบ
ท้ายที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่ากฎหมายไม่ได้จะตามเทคโนโลยีทันในทุกแง่มุม เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กฎหมายหรือแนวกำกับดูแลจากภาครัฐต้องใช้เวลาเพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสม ดังนั้น “การส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับผู้บริโภค” คือ สิ่งที่ทำได้ก่อนในลำดับแรก.
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน






