วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยากจะสิ้นทุกข์ สิ้นโรคภัย .. ด้วยจิตหลง !!

ยากจะสิ้นทุกข์ สิ้นโรคภัย .. ด้วยจิตหลง !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา การเดินทางของชีวิตผ่านสะพานแห่งเวลาที่ ถูกกำหนดด้วยกฎธรรมชาติอย่างยุติธรรมน่าศึกษาอย่างยิ่ง สำหรับบุคคลที่มีสติสัมปชัญญะ มี กำลังพอเพียงในการกระทาความเพียรหรือพัฒนาจิต เพื่อให้เข้าถึงประโยชน์แห่งการกำหนดรู้

เรื่องการกาหนดรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการดำเนินชีวิต ด้วยชีวิตที่ขาดการกำหนดรู้ ในการดำเนินไป ย่อมจะหลงเข้ารกเข้าป่าได้อย่างเป็นธรรมดาด้วยอำนาจโมหจิต

โมหจิต (จิตหลง) .. จึงย่อมนิยมน้อมโน้มเข้าไปรับอารมณ์บัญญัติทั้งหลาย อย่างขาดการใส่ ใจพิจารณา ทาให้เข้าไม่ถึงธรรมขั้นปรมัตถ์ .. จึงไม่ได้เห็นถึงซึ่งความเป็นจริงแท้ของอารมณ์หรือ สภาพธรรมนั้น ๆ ...

จึงไม่แปลกที่จิตหลงจักดำเนินไปตามความเชื่อ อันเกิดจากการรับรู้ มิได้กำหนดรู้ ทำให้ก่อ เกิดความรู้ผิด ความเห็นผิดไปจากความจริงแท้ .. ดังที่เรียกความจริงขั้นสูงสุดนั้นว่า อวิชชา..

เมื่ออวิชชาเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้นาไปสู่การสร้างปัจจยาการตามกฎลูกโซ่ขึ้น ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม อันแสดงกฎอิทัปปัจจจยตา ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้า ด้วยวิปัสสนาญาณหรือญาณอันเห็นแจ้งของพระองค์ ที่เรียกญาณดังกล่าวว่า พระสัพพัญญุตา ญาณ จึง จะสามารถละสิ้นอวิชชาด้วยญาณทัสสนวิสุทธใิ นจิตรู้ท่ีพัฒนาไปตามลาดับญาณนั้นได้...

ระหว่างจิตหลงกับจิตรู้ .. จึงได้ถูกนำมาศึกษาเพื่อความเข้าใจในความจริงบนเส้นทางการ ดาเนินชีวิต ที่เรียกว่า ปฏิปทา ดังที่ยามใดที่จิตหลงดาเนินไป ก็ยากที่จะเข้าเส้นทางตรงมุ่งสู่ธรรม สามารถถือปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาได้...

มิจฉาปฏิปทา จึงเป็นหนทางดาเนินไปของจิตหลงที่ขับเคลื่อนไปด้วยอานาจโลภะ โทสะ โมหะ... ดังที่ได้เห็นปรากฏการณ์ของชีวิตสัตว์โลก ที่เป็นไปตามอานาจอุปกิเลส ที่เข้ามามีบทบาท บัญชาการให้ชีวิตเป็นไปเช่นนั้นได้จริงอย่างที่เป็นธรรมดา ได้แก่ มีลักษณะนิสัยเพ่งเล็ง อยากได้ ไม่เลือกที่ จ้องละโมบ มุ่งแต่จะเอาให้ได้ โดยไม่คานึงถึงศีลธรรม จึงเห็นอาการของคนร่ารวยที่ น่าจะอิ่มแต่กลับหิวโหยยิ่งกว่าคนยากจน เพราะไม่รู้จักคาว่า พอ หยุด .. เฉย .. รู้เข้าใจ !!

บุคคลท่ีไม่รู้จักพอ .. หยุด .. เฉย .. รู้เข้าใจ จึงยากจะสิ้นทุกข์ หมดปัญหา ด้วยการยัง ประกอบชีวิตหรือใช้ตนพัวพันอยู่ในวังวนของความมัวเมาและประมาท มากด้วยพยาบาท คิด หมายปองร้าย มุ่งคิดทาลายผู้อื่นให้เสียหายหรือพินาศ โดยยึดความเจ็บแค้นของตนเป็นอารมณ์ จงึ ทาให้สัตว์โลกประเภทนี้มากไปด้วยความโกรธ ความไม่พอใจ เมื่อถูกกระทาให้เกิดความไม่ชอบ ใจ...

การลบหลู่บุญคุณ ไม่รู้จักบุญคุณ ลาเลิกบุญคุณ จึงเป็นปรากฏการณ์ท่ีเห็นได้ชัดในชีวิต ของพวกจิตหลง .. จนกลายเป็น “คนอกตัญญู” อย่างไม่รู้ตัวเอง

ความเป็นคนอกตัญญูจึงนิยมมีพฤติจิตเป็นไปในทางลบหลู่บุญคุณผู้อื่น ตีเสมอผู้อื่นด้วยใจ ลาพอง มากไปด้วยความอิสสาหรือริษยา ความมีมัจฉริยะ หรือที่เรียกว่า ความตระหนี่หวงแหน ซึ่งแม้มีเรื่องจาเป็นที่ต้องเสียสละ แต่กลับไม่ยอมกระทา นั่นเป็นปกติวิสัยที่เห็นได้ .. หรือแม้จะ จาต้องแสดงการเสียสละ แต่ก็จะทาไปด้วยความเจ้าเล่ห์ แสร้งทาเพื่ออาพรางความไม่ดีให้คน อื่นเข้าใจผิด มีคมมีเหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย หาความจริงใจที่แท้จริงมิได้..

สังคมชาวโลกจึงเต็มไปด้วยนานาอะสาระ จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องเป็น เช่นนี้ จึงได้เห็นการดาเนินชีวิตที่วกวน วุ่นวาย โกลาหล อยู่กับการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีการ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน เพื่อทาร้ายทาลายกัน แม้ในยามที่ต้องร่วมกันต่อสู้กับภัยพิบัติ... นี่คืออานุภาพ ของ “จิตหลง” ที่เป็นมหาเหตุแห่งปัญหาทั้งปวงในโลกใบนี้

ที่น่าเป็นห่วงสำหรับสังคมสัตว์โลกในวันนี้ คือ การแยกแยะดีชั่วไม่ออก ซึ่งเป็นอาการของ จิตหลงขั้นรุนแรงไร้สติควบคุม จึงทาให้ก่อการกระทาใด ๆ อย่างเลินเล่อ จมอยู่ในความประมาท จนน่าเป็นห่วงว่า จะนาพาตนเองและสังคม ประเทศชาติ รอดพ้นผ่านวิกฤติการณ์ต่าง ๆ นานาไป ไดห้รือไม่!?

ดังในสถานการณ์ท่ีสังคมมนุษยชาติกาลังวุ่นวายกันอยู่กับการแก้ไขปัญหาจากวิกฤติการณ์ โรคไวรัสโควิด-๑๙ .. ที่แสดงการเข้าสู่ยุคโรคันตภัยของชาวโลก ความหลากหลายวิธีการนานา ทัศนะจึงเกิดขึ้น เพื่อการแก้ปัญหาอันเป็นไปตามความรู้ ประสบการณ์ ของแต่ละกลุ่มบุคคลที่ รับผิดชอบตามหน้าที่ .. ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าศึกษาไม่น้อยไปกว่าเรื่องโรคันตภัย .. ดังที่ได้ เห็นการคิดอ่านแก้ไขปัญหาไปตามลักษณะนิสัยจากวิสัยของบุคคล-กลุ่มบุคคลจากอาชีพหน้าที่ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มทหาร-ตารวจ .. คิดแก้ไขตามวิสัยทหาร-ตารวจ..

กลุ่มแพทย์ พยาบาล .. ก็คิดแก้ไขตามวิสัยแพทย์-พยาบาล กลุ่มข้าราชการพลเรือน .. ก็คิดแก้ไขแบบวิสัยข้าราชการพลเรือน กลุ่มพ่อค้าพาณิช .. ก็คิดแก้ไขตามวิสัยพ่อค้าพาณชิ กลุ่มชาวบ้านหลากหลายอาชีพ .. ก็คิดอ่านแก้ไขกันไปตามวิสัยแห่งตน แม้ที่สุดกลุ่มการเมือง .. ก็มีแนวคิดแก้ไขปัญหาตามวิสัยนักการเมือง....

จึง ให้นึกถึงพระภาษิตที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “..เพราะไม่รู้ .. ไม่รู้ตามลาดับ .. ไม่รู้ แทงตลอดในธรรม (ปฏิจจสมุปบาท) .. จิตของหมู่สัตว์จึงยุ่ง ยุ่งเหยิง เหมือนกลุ่มด้ายยุ่งท่ี หนาแน่นไปด้วยปม .. จึงยากจะล่วงพ้นความทุกข์ไปได้.....”