วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อภิชฌาวิสมโลภะ' โรคร้าย ที่โลกกลัว !

เจริญพร สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา โลกนิติบทหนึ่งกล่าวว่า

ภูเขาอเนกล้ำ มากมี

บ่ มิหนักแผ่นธรณี หน่อยไซร้

หนักนักแต่กระลี ลวงโลก

อันจักทรงทานได้ แต่พื้นนรกานต์ !!

ในสังคมที่เจริญทางวัตถุ แต่เสื่อมโทรมทางจิตใจ จึงเป็นเรื่องปกติ ที่หมู่ชนมักจะนิยมดำเนินชีวิตไปตามอำนาจแห่งกิเลสที่ไหลเชี่ยวกราก ยากจะทนทาน

ราคะ – โทสะ – โมหะ แห่งจิต จึงบานทะโรคเหมือนดอกเห็ดหน้าฝน ให้โลกได้ชื่นชมเล่น สัตว์โลกจึงไหลจมอยู่ในอสาระ อันเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมดา ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เพื่อแสดงความเป็นเช่นนี้ของโลก ที่ไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้เลย ไม่ว่ากาลใด สมัยใด

สัตว์โลกจึงเวียนว่ายอยู่ในสังสาระ มีอบาย ทุคติ วินิบาต เป็นที่หมาย มากกว่าภพภูมิใด สมดังภาษิตที่ว่า การได้ฐานะแห่งสัตว์ประเสริฐนั้นยากนักในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยสัตว์ทั้งหลายมีจิตใจยุ่งเหยิง ยากที่จะรู้ เข้าใจ ยากจะรู้แจ้งแทงตลอดในสายธรรมแห่งความเป็นสัจธรรมของชีวิต

ยิ่งจิตใจของสัตว์โลกโน้มไปยินดี เพลิดเพลิน (นันทิราคะ) ในวัตถุกาม จึงยิ่งเพิ่มกำลังโลภะจิต ยกระดับเป็นอภิชฌาวิสมโลภะได้อย่างรวดเร็ว จึงเกิดสภาวะจิตที่เพ่งเล็งอยากได้ของของคนอื่น อย่างไม่เลือกว่าควรหรือไม่ควร เพื่อให้ได้มาตามความโลภที่กล้าแข็ง จนยากจะยับยั้ง ให้ก่อเกิดความนึกคิดปรุงแต่งไปตามความต้องการในสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนา ตามที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้รู้ ในสิ่งนั้นๆ

ความเพ่งเล็งอยากได้ตามความต้องการ จึงเกิดเติบโตกล้าแข็งขึ้น ที่สำคัญ จะเปลี่ยนความเพ่งเล็งจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่ง ไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง และไปเรื่อยๆ จนยากที่จะหยุดยับยั้งชั่งใจเอาไว้ได้ด้วยกำลังสติอ่อนๆ จึงยากที่จะคิดนึกตริตรองหาเหตุผลว่า ทำไม อย่างไร ก่อเกิดโรคไร้ความสำนึกขึ้นได้ไม่ยาก !

สภาวะจิตที่ไหลลนลานไปตามแรงขับเคลื่อนของกิเลส ที่ให้ก่อเกิดโลภะจิต จนก่อเกิดเป็นอภิชฌาวิสมโลภะ จึงเปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลตกจากหน้าผาลงสู่แอ่งน้ำในหุบเหว จึงกล่าวได้ว่ายากจะยับยั้งในความคิดนึก การกระทำ ทุกอุบายวิธีการ เพื่อการให้ได้มาสมมาตรปรารถนา

สังคมที่นิยมวัตถุ จึงคลาคล่ำไปด้วยวิสมโลภจิตแห่งสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่ได้แตกต่างกันไปตามลักษณะธรรม ไม่ว่าในผู้ใหญ่หรือเด็ก คนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่า คนมีความรู้หรือไร้ความรู้ แต่จะมีบ้างในความแตกต่าง คือ ภาวะการคิดอ่านเล่ห์เพทุบาย การประดิดประดอยวจีกรรม ด้วยการเรียนรู้ประสบการณ์ ความคุ้นเคยทางโลกเป็นตัวจำแนก

ในสังคมโลกจึงมีปัญหาทับซ้อนในปัญหา โดยเฉพาะเมื่อการจัดการศึกษาของทรัพยากรมนุษย์ ไม่เป็นไปเพื่อการรู้เท่าทันกิเลส แต่กลับเป็นการเรียนรู้เพื่อเร่งเร้ากิเลสให้เพิ่มพูนรุนแรงขึ้น

เราจึงเห็นเด็ก เยาวชน ในยุคสมัยนี้ ตลอดจนถึงผู้ที่เรียกตนว่าเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ ผู้มีอาชีพอันทรงเกียรติทั้งหลาย ดำเนินชีวิตไปด้วยแรงผลักดันของอภิชฌาวิสมโลภะ อันเป็นอุปกิเลสที่เป็นความเศร้าหมองให้เข้าไปบดบังความประภัสสรของจิตได้จริง

จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นการใช้วจีกรรมทุจริต กายกรรมทุจริตกันมากขึ้น และยิ่งขึ้น โดยไม่น่าจะเป็นไปได้ หากนึกคิดย้อนหลังกลับไปมองดูสังคมมนุษยชาติใน 20-30 ปีที่ผ่านมา จนต้องอุทานออกมาว่า มันเป็นไปได้อย่างไร !?

ดังที่ในสังคมบ้านเราวันนี้ ที่ได้พบเห็นการเขียนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน โดยไม่ได้ใส่ใจข้อเท็จจริง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับใคร แม้กระทั่งกับตนเอง ลองคิดดูว่าบ้าเมามันขนาดไหน โดยเฉพาะการก้าวล่วงไปสู่บุคคลหรือสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างไร้เหตุผล ด้วยความสะดวกต่อการใช้วัตถุเทคโนโลยีในยุคไอทีเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร

ยิ่งเมื่อเปิดเข้าไปดูถึงตัวตนบุคคลที่แสดงออกด้วยถ้อยคำภาษาที่เขียน จะพบว่าเป็นเด็กๆ เยาวชนเสียส่วนใหญ่ จึงให้นึกเป็นห่วงสังคม ประเทศชาติ ในวันข้างหน้าว่าจะเป็นไปอย่างไร หากเรามีเผ่าพันธุ์ทรัพยากรมนุษย์เป็นเช่นนี้

จึงมีคำถามเกิดขึ้นกลางใจว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่ทุกฝ่ายจะต้องกลับมาพูดเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา เพื่อสร้างสรรค์สังคม สู่ความเป็นอารยชน ที่มีอารยธรรมวิถีพุทธ เพื่อรองรับภาวะ Disruption ของกฎธรรมชาติในทุกมิติ !!

 

เจริญพร