วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหา..ที่ดับได้ด้วยปัญญา !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีสติปัญญา .. หากพิจารณาโลกในยามนี้ ก็จักพบความจริงที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า...

โลก อันชรานำเข้าไปไม่ยั่งยืน

   โลก ไม่มีผู้ต้านทาน

   โลก ไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป

โลก พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา...

การศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนา แท้จริง คือ การเข้าใจในโลก... เพื่อการเข้าใจในชีวิต... โดยการเข้าใจในธรรม .. ที่ปรากฏมีอยู่อย่างเป็นธรรมดาในธรรมชาติ .. หรือในโลกนี้

พุทธศาสนาของเราจึงหยิบยกเอาเรื่อง เกิด แก่ เจ็บไข้ และความตาย ซึ่งเป็นลักษณะธรรมของชีวิตมาเป็นตัวศึกษา เพื่อให้เห็นถึงสภาวธรรมของชีวิตแท้จริง จะได้ไม่ติดอยู่ในสมมติบัญญัติของชีวิตตามภาษาโลก

ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า.. เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ ย่อมมี... โดยแสดงให้เห็นความเป็นธรรมดาของธรรมธาตุเหล่านี้ที่ย่อมตั้งอยู่ มีอยู่ ด้วยความตั้งอยู่แห่งธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา) .. ความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา) ตามหลักอิทัปปัจจยตา ที่แสดงความเป็นธรรมดาของชีวิตหรือโลกนี้ ว่า ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น !!

การเข้าใจในกฎธรรมชาติดังกล่าว จึงนำไปสู่การเข้าใจในความจริงที่ว่า... แท้จริงแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ ก็ด้วยอำนาจอวิชชา จึงพบแต่ความทุกข์อยู่ร่ำไป...

ครั้งหนึ่ง จึงมีภิกษุกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า “ธรรมข้อใดที่เป็นไปเพื่อการทำอวิชชาให้สิ้นไป และทำให้เกิดวิชชาขึ้น...”

พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ (แปลว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น) เธอย่อมรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง ... กำหนดรู้ในธรรมนั้น...และเห็นนิมิตธรรมทั้งปวงโดยประการอื่น .. ทางช่องทางการรับรู้ ได้แก่ อายตนะภายใน-ภายนอก .. ที่ดำเนินไปตามความเป็นปัจจยาการ จึงนำไปสู่การละสิ้นซึ่งอวิชชา .. เมื่อภิกษุรู้เห็นธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงที่เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรมทั้งสายเกิดและสายดับดังกล่าว...”

จริง ๆ แล้ว ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวงจรชีวิตของความเป็นสัตว์โลกทั้งหลายในวันนี้ แท้จริงมิได้แตกต่างไปจากในอดีตที่ผ่านมา หากแต่มีความซับซ้อนของปัญหาต่างรูปแบบกันไปในแต่ละวงจรชีวิตในแต่ละยุคสมัย ที่ดำเนินไปตามวิถีจิต ที่ขับเคลื่อนไปตามเหตุปัจจัย .. แห่งปัญหานั้น ๆ บนเส้นทางธรรมที่ดำเนินไปสู่จุดเดียวกันในความเป็นสามัญผลแห่งธรรม.. ดังที่ทรงตรัสว่า ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่น...

หากเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตตามที่กล่าวมา.. ก็จักไม่แปลกใจในปัญหาของชาวโลกที่กำลังสร้างปัจจยาการความสืบเนื่อง ส่งต่อก่อรูปปัญหาไปตามกระแส ...ดังที่ต้องพบกับโรคภัยไข้เจ็บ ที่เกิดจากเหตุปัจจัยของสภาวธรรมในรูปของไวรัสที่เป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง ซึ่งก่อตัวสร้างรูปสืบเนื่องไปตามกระแสความผันแปรเปลี่ยนแปลงของโลก และเมื่อสอดคล้องกับภาวะจิตใจของคนเราในยุคไอที ที่มากไปด้วยความยินดีในธรรมอันเป็นเครื่องเนิ่นช้า อะไร ๆ ก็ย่อมเกิดปรากฏได้อย่างเป็นธรรมดา แม้ในสิ่งที่เกิดได้ยาก..

วิกฤติแห่งปัญหาจึงเกิดขึ้นจากแต่ละชีวิต ได้เชื่อมต่อออกไปเป็นวิกฤติภาคสังคม .. สู่ประชาคมโลก ทั้งนี้ด้วยการไม่เข้าใจในมูลเหตุที่แท้จริงแห่งปัญหานั้น ๆ .. ที่ไปให้ความสำคัญทางกายภาพที่เป็นฝ่ายรับผล มากกว่าฝ่ายผู้ก่อเหตุคือทางด้านจิตวิญญาณ จนก่อเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ ปัญหาซ้อนปัญหา และความทุกข์ทับถมในความทุกข์ เพื่อความมากยิ่งในความทุกข์..

ดังวิกฤติการณ์ที่น่าเป็นห่วง เมื่อภาวะจิตใจของคนในสังคมที่กำลังเผชิญกับนานาปัญหา เป็นไปในทางลบมากยิ่งขึ้น มีภาวะความซึมเศร้า ก้าวร้าว วิตก หวั่นไหว หวาดกลัวจนเกินขอบเขต .. บนสภาวะจิตที่ไร้สามัญสำนึกของความเป็นสัตว์ประเสริฐ ที่กำลังขยายเผ่าพันธุ์สัตว์โลกยุคไวรัสเติมแต่ง .. อย่างน่าห่วง !!

นี่คือปรากฏการณ์ที่เป็นผลอันสืบเนื่องมาจากเหตุ .. ที่กำลังแปรจากผลไปเป็นเหตุ เพื่อสืบส่งเหตุแห่งปัญหาไปหาผลมิให้จบสิ้นไปในวงจรชีวิต เพื่อการรับผลจากปัญหานั้น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า... อันเนื่องมาจากภาวะความซับซ้อนทางจิตใจที่เคลื่อนไหวเชื่อมโยงกันเป็นมหัพภาค .. ที่ท้าทายภูมิปัญญาของสัตว์โลกว่า จะสามารถดำเนินชีวิตผ่านปัญหาเหล่านั้นไปได้หรือไม่.. อย่างไร.. อันสาธุชนควรศึกษาให้เข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตรงธรรม .. เพื่อการเข้าถึงธรรมดังกล่าวด้วยความรู้ชอบ อันจะนำไปสู่การดับสิ้นซึ่งความรู้ผิด ความเห็นผิด ที่เป็นมูลเหตุแห่งปัญหาหรือความทุกข์ในชีวิตได้อย่างแท้จริง...

เจริญพร

[email protected]