วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องร้ายแรงที่ “ไม่ต้องกินยา” ก็น่าจะป้องกันได้

ต้องขออภัยหากจะคิดว่า ผู้เขียนเองหรือไม่ที่อาจลืมกินยาหรือผิดเพี้ยนประการใด จึงเขียนเรียกร้องบ่นอุบกับเรื่องหยุมหยิมในสายตาของคนมองโลกสวย

แต่ด้วยระยะหลังมานี้ปรากฎการณ์อันเป็น “โลกสวย” ของหลายๆ คน นำมาซึ่งปัญหาที่ทำให้เห็นว่า โลกใบนี้มันบิดเบี้ยว ไม่ใช่กลมกลิ้งอย่างที่คิด

จริงหรือไม่ที่เรากำลังมีคนบ้า คนวิกลจริตอยู่กับพวกเราในสังคมนี้มากมายดาษดื่น เพราะเมื่อมีคดีอุกฉกรรจ์ฆ่ากันตาย หรือเกิดอุบัติเหตุจะด้วยเจตนาหรือความคลุ้มคลั่ง กระทั่งการกระทำอะไรที่ดูจะโง่เขลา เบาปัญญาของคนมีชื่อเสียง เป็นว่าจะต้องมีข้ออ้างเรื่องของ “ความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ” ให้ได้ยินกันบ่อยครั้งขึ้น ถ้าพูดภาษาชาวบ้านทั่วไป ก็ต้องบอกว่า ที่ทำไปเพราะไม่ได้ไปหาหมอ ไม่ได้กินยาตามที่หมอสั่ง หรือเป็นโรคจำเพาะที่ทนแรงกดดันไม่ได้ มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? หรือเป็นเพราะคนเราเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ของคนรุ่นใหม่เอาอกเอาใจอุ้มชูกันกระทั่งเสียนิสัย แล้วมาหาเหตุอ้างเพื่อ “เอาตัวเองให้รอด” อันเป็นสัญชาตญาณอย่างธรรมดาสามัญของ “คน” ซึ่งเป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่ง

ผมเป็นนักอาชญาวิทยาที่ได้เห็นปรากฎการณ์คล้ายๆ กันนี้ในสังคมที่เราเรียกกันว่า “ศิวิไลซ์” ทั้งในอังกฤษและอเมริกาในสมัยเรียนหนังสือเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่อาจเรียกได้ว่า คือ ยุคที่เขากำลังเหมือนสังคมไทยในทุกวันนี้ ที่คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนยากคนจนอีกต่อไป เป็นยุคที่คนชั้นกลางมีมากกว่าคนส่วนใหญ่ครึ่งค่อนประเทศ คนไม่มีจะกินกลายเป็นคนส่วนน้อยและเป็นภาระของรัฐที่จะต้องดูแล ไม่ต่างกับคนร่ำรวยที่มีอยู่เพียงน้อยนิดแต่มีการครอบครองทรัพย์สมบัติเงินทองมากกว่า 90% ของประเทศ 

นี่คือประเทศไทยวันนี้ และอังกฤษกับอเมริกาในวันนั้นก็เหมือนกันและดูเหมือนจะยังไม่เปลี่ยนไปมากนักในวันนี้ คือ มีหลายคดีที่เป็นกรณีศึกษาในเวลานั้นที่คนกระทำความผิดมักนำเรื่องความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อ้างโน่นนี่เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด กระทั่งคนส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกและเริ่มออกอาการไม่เห็นด้วยว่า ถ้าอ้างแล้วไม่ต้องถูกลงโทษรุนแรงหรือไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เขาก็น่าจะทำอย่างนั้นบ้าง กระทั่งคนเริ่มคิดน้อยอกน้อยใจและอยากหันมาเป็นโจรมากกว่าทำตัวเป็นพลเมืองดี

ในฐานะที่ร่ำเรียนมาทางการที่จะต้องรู้ “เท่าทัน” คนกระทำความผิด แนวคิดโลกสวยอย่างที่กล่าวถึงเลยทำให้นักอาชญาวิทยาแตกหน่อ ออกมาเป็น 2 กลุ่ม คนที่มองโลกสวยก็ต้องเอาคนผิดพวกนี้ไปบำบัดรักษา แต่คนที่มองตรงข้ามเขาเชื่อว่ามนุษย์หรือคนเราทั้งหลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุมีผล ตัดสินใจลงมือทำอะไรได้แล้ว ไม่น่าจะเพราะบ้าหรือผิดเพี้ยนเสียสติสตางค์ขนาดนั้น แต่ที่ทำไปแล้วสำเร็จไม่มีใครจับได้ไล่ทันก็สบายตัวไป แต่เมื่อหนีไม่รอดเงื้อมมือกฎหมายก็ต้องเผชิญชะตากรรมและหาทางเอาตัวรอดให้พ้นผิดให้ได้ การอ้างโน่นนี่จึงเป็นวิธีการหนึ่ง สำหรับตัวผมเองโดยส่วนตัวจะโน้มเอียงเห็นด้วยกับความคิดทางข้างหลัง เพราะมีตัวอย่างที่ได้พบกับเพื่อนที่เคยเรียนหนังสือด้วยกัน

เพื่อนคนนี้เรียนไม่จบปริญญาเอก เพราะเขาเล่าให้ฟังถึงแนวคิดของอาจารย์ที่เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ หรือ คนควบคุมวิทยานิพนธ์ของเขาที่ไม่ให้เขาเรียนหนังสือต่อ โดยบอกกับเขาว่า “อาจารย์รู้สึกผิดอย่างมากที่รับเธอเข้ามาเรียน เพราะถ้าเธอจะต้องทรมานลำบากและมีความทุกข์กับการเรียนขนาดนี้ อาจารย์ควรปล่อยเธอไปดีกว่า” เป็นคำพูดที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความคิดของผมเห็นว่า นี่คือการเข้าถึงสัจธรรมแห่งการมี “เมตตา” และ “การเข้าใจถึงการให้อภัยอันเป็นทานอันยิ่งใหญ่” โดยแท้จริง ผมเป็นคนพุทธและเชื่อในกฎแห่งกรรม รวมทั้งการให้อภัยแก่ผู้อื่นอย่างแนบแน่น แต่มองว่า คนในสังคมส่วนใหญ่ยังมีเมตตาธรรมและให้อภัยกันในทางไม่สมควรอยู่มาก 

กระทั่งยังจำได้ดีในช่วงที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ต้องมาคิดหากลไกวิธีการแก้ลำ นักการเมือง ที่ต่อสู้เอาตัวรอดในอดีตว่า ศาลตัดสินจำคุกเขาก็จริงแต่เขาไม่ได้ติดคุก เขาจึงมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเดินเฉิดฉายมีหน้ามีตาในสังคมอยู่ต่อไปได้ เมื่อเห็นดังนี้ ผมคิดถึงเพื่อนคนนี้ทันที เพราะในวันนี้ เพื่อนผมเป็นนักธุรกิจที่ทำผลิตภัณฑ์บรรจุอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำรวมทั้งร้านสะดวกซื้อทั่วไปเข้าขื้นเศรษฐีเบอร์ต้นๆ ของประเทศไปแล้ว เขายังรู้สึกขอบคุณอาจารย์ท่านนั้นที่ไม่ให้เขาเรียนต่อไป เพราะไม่เช่นนั้นเขาคงทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยระดับโลก ถ้าไม่กล้าแกร่งทนแรงเสียดทานได้ เอาชีวิตไปทิ้งกันก็หลายราย 

อาจารย์คงประเมินแล้วว่าเขาไม่ฟิต (ไม่เหมาะ) กับการเป็นนักวิชาการและอาจตายจริงๆ ถ้าฝืนเรียนต่อไป นี้คือวิธีคิดในการให้อภัยและการใช้เมตตาธรรมอย่างถูกวิธี ทำให้วันนี้เมื่อนักการเมืองกระทำผิดคุณธรรมจริยธรรม เราจึงไม่จำเป็นต้องหาใบเสร็จแต่ให้พ้นไปโดยอัตโนมัติ เป็นการฝึกให้คนเราเข้าใจมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมว่า เมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ไปเสียเถิด เพราะเราให้อภัยและให้โอกาสที่คุณจะได้ไปเลือกสิ่งที่เหมาะกับคุณจริงๆ 

เหมือนตัวอย่างนาย “กุนเตนเบอร์ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในยุคแรกๆ ของนางเมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันนี ที่เคยนำมากล่าวถึงว่า ถูกจับได้ว่าคัดลอกวิทยานิพนธ์เขาพูดไว้กินใจมากว่า “เขามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อ “ป้องกัน” ประเทศ เขาไม่มีหน้าที่ในการ “ปกป้องหรือป้องกันตัวเอง” เราอยากเห็นนักการเมืองแบบนี่ในบ้านเรา มากกว่านักการเมืองที่ทั้งที่รู้ว่าผิดยังคง “ตะแบง” หาทางดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แม้เขาจะหาตำแหน่งแห่งที่ให้เป็นจะน้อยใหญ่ก็ยอมทนเป็นขี้ปากชาวบ้านให้เขานินทา เพื่อขอพิสูจน์ตัวเอง แต่ความผิดออกจะโจ่งแจ้งและหาข้อแก้ตัวมาคลายปมได้ยาก ถ้าเอาอย่างนักการเมืองศิวิไลซ์เขาไปของเขาเองไม่ต้องรอศาลหรือใครมาตัดสิน เขาขอ “ลงโทษตัวเขาเอง” ครับพี่น้อง