มีผู้เห็นว่าผมมีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนญฉบับปัจจุบัน รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่เป็นปัญหาถกเถียงกันเกรียวกราวในขณะนี้
บางพรรคการเมืองถึงขนาดวางหลักการเงื่อนไขประกาศกันชัดๆ ว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางพรรคถึงขนาดจะยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเลยก็มี อันนี้ไม่ว่ากัน เพราะผู้ที่ศึกษาหรือรู้วิธีการในการแก้ไขหรือจะยกเลิกกฎหมายสำคัญเช่นนี้ย่อมรู้อยู่แก้ใจดีว่าทำได้หรือไม่หรือจะต้องทำอย่างไร ส่วนประเด็นร้อนๆ ที่จุดกระแสกันมา พรรคการเมืองต่างๆ ก็สมประโยชน์โภชน์ผลที่ต้องการ คือ ได้รับเสียงตอบรับจากผู้เห็นในแนวทางเดียวกันสนับสนุนให้ได้รับการเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนปวงชนบางพรรคประสบความสำเร็จมาก บางพรรคกลับตรงกันข้ามก็มี ซึ่งเป็นสัจธรรมทางการเมือง หรือ เป็นเรื่องคณิตศาสตร์ว่าด้วย "ความเป็นไปได้ หรือ บางทีเราเรียกว่าโอกาสหรือการคาดการณ์ว่าจะเป็นไปได้"
คำถามหนึ่งที่มีคนถามกันมาก คือ หากการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรอบใหม่เกิดปัญหาที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่อยากทนหรืออาจเกิดความ "รำคาญ" ในท่าทีลีลาของนักการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะหากเกเรไม่ยอมผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2563 ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ท่านจะทำประการใดดี ระหว่าง การยุบสภา หรือ ลาออก เรื่องนี้บนความน่าจะเป็น หรือ สิ่งที่เป็นไปได้ คือ 2 กรณีดังกล่าว แต่ผลลัพธ์แตกต่างกัน เพราะ การลาออกจะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งชุดต้องพ้นไป แต่การสรรหานายกรัฐมนตรียังคงมี สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คน พร้อมจะโหวตให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธฯ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
แต่หากพล.อ. ประยุทธ์ฯ เลือกจะใช้ "ยาแรง“ ถึงขั้นยุบสภา ก็น่าสนใจ เพราะเป็นการตัดสินใจที่เรียกว่าจะทำให้บรรดา ”นักการเมือง" ทั้งหลายต้องเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง ต้องเข้าสูตรการคำนวณจำนวน ส.ส.ในสูตรที่หลายคนอาจไม่พอใจกันใหม่อีกครั้งภายในกำหนด 1 ปี ยิ่งเลือกตั้งบ่อย นักการเมืองจะอ่อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า ใครจะได้กลับมาเป็น ส.ส.หรือไม่ แต่ความเสี่ยงย่อมมีเป็นธรรมดา เพราะชัยชนะของ “พลังประชารัฐ” ในการเลือกตื้งครื้งที่ผ่านมา ทุกคนรู้ดีว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากตัวผู้สมัครหลายคน คือ ส.ส. หน้าเดิม และอยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยอยู่ในสังกัดพรรคอื่นมาก่อน ไม่ใช่ผลผลิตโดยตรงของพรรคพลังประชารัฐ เข้าทำนองเอาลูกเขามาเลี้ยงมาอุ้มชู ทำให้ไม่มีหลักประกันว่า ด้วยกระแสความขัดแย้งที่มีอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งธรรมชาติของคนที่อยู่นาน ย่อมมีเรื่องของความนิยมที่ลดลงเป็นปกติธรรมดา หากจะต้องเลือกตั้งกันใหม่ ก็อาจเป็นไปได้ทั้งกรณีที่พรรคพลังประชารัฐอาจได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนเห็นความน่าเบื่อหน่ายในการไม่อยู่กับร่องกับรอยของคนหลายคนที่เป็น ส.ส. หน้าใหม่ ทั้งเรื่องกาลเทศะ มารยาททางสังคม กระทั่งประธานรัฐสภาเองมีดำริที่จะต้องจัดให้มีการอบรม ส.ส.กันยกใหญ่หรืออาจเป็นไปได้ที่จะทำให้พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นพรรคที่มี ส.ส. หายไปเป็นจำนวนมาก็เกิดขึ้นได้
มาว่ากันอีกประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง และเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ถึงกรณีมีคนไปร้องให้มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ด้วยข้อหามากมาย ที่จากข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาพบว่าเป็นเรื่องที่ คนในพรรคสะดุดขาตนเอง หรือ เข้าตำรา เรียกแขก หรือ ชักศึกเข้าบ้านโดยไม่จำเป็นอยู่หลายเรื่อง เหมือนอย่างล่าสุด กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ตามหลักกฎหมายที่ยึดถือในการพิจารณาอรรถคดี ถูกนำมาเชื่อมโยงกับกรณีคนในพรรคกับการใช้โซเชียลมีเดียที่ล่อแหลมและหมิ่นเหม่ต่อความผิดทางอาญาทั้งถ้อยคำและภาพถ่าย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอ้างว่ากำลังพยายามหาพยานหลักฐานต่างๆ มาประกอบการพิจารณา ซึ่งแนวโน้มหากมีความผิดจริง ก็ไม่ต่างกับการตัดอนาคตของบุคคลผู้นั้นอันเกิดจากการกระทำของตนเองที่จะด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็น่าจะไม่ใช่ แต่จะด้วยความไม่เข้าใจกฎหมายหรืออย่างไรก็ต้องไปว่ากัน
ทั้งนี้หากในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องการยุบพรรคที่มีผู้ร้องมากมายหลายคดี กรณีเป็นไปในทางบวก พรรคก็รอดตัวไปและคงสามารถทำกิจกรรมให้พรรคเป็นที่ยอมรับมีความนิยมเพิ่มพูนไปได้ต่อเนื่อง แต่หากมีการตัดสินยุบพรรค สิ่งที่จะตามมา คือบรรดากรรมการบริหารพรรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส. ในรัฐสภา จะต้องพ้นจากตำแหน่งไป นับจำนวนได้เกือบ 20 คน ทั้งหัวพน้าพรรค เลขานุการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คนเหล่านี้จะถูกตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง พูดง่ายๆ คือ ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกประเภทเป็นระยะเวลาว่าไปตามคำวินิจฉัยของศาล แต่อาจเป็นสิ่งที่จะทำให้ฟากฝั่งรัฐบาลมีความได้เปรียบ เพราะการคำนวณบัญชีรายชื่อ ส.ส.นั้น เราได้กำหนดให้กระทำภายในหนึ่งปี หากการยุบพรรคเกิดขึ้นเมื่อระยะเวลาของสภาผ่านไปแล้ว 1 ปี ย่อมเป็นผลเสียหายอย่างยิ่งกับพรรคอนาคตใหม่ วันนี้การเมืองไทยจึงเป็นเรื่องของการคิดคำนวณและต้องอาศัยการหยิบยกข้อบัญญัติของกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างแยบยลในทุกย่างก้าว






