สถานะ‘ประยุทธ์’ ปมเสี่ยงพปชร.

สถานะ‘ประยุทธ์’   ปมเสี่ยงพปชร.

000 พลันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ไฟเขียวให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ร่วมเวทีดีเบตนโยบายได้

รวมถึงขึ้นเวทีปราศรัย ทำให้พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) งัดแผนเรียกเรทติ้งนำ “บิ๊กตู่” ที่จ.นครราชสีมาบ้านเกิด ในวันที่ 10 มี.ค.

000 แต่ทว่า ยังไม่ถึงวันจริงกลับมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับสถานะของ “บิ๊กตู่” ในเรื่องการเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจทำให้เกิดความได้เปรียบและอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่ระบุว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องวางตัวเป็นกลาง

000 ขณะเดียวกันประเด็นดังกล่าวยังเกิดคำถามถึง ลักษณะต้องห้ามสำหรับการเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามที่ระบุไว้ในมาตรา89 แห่งรัฐธรรมนูญว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160”และหากไล่อ่านมาตราดังกล่าวในวงเล็บ 15 ระบุว่า ห้ามเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

000 ก่อนที่ประเด็นนี้จะถูกขยายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งสวมหมวกหัวหน้าคสช. จะถือเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” หรือไม่ เพราะต่อเดือนหัวหน้าคสช.ได้รับเงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาทต่อเดือน และเงินเพิ่ม 50,000 บาทต่อเดือน รวมแล้วเดือนละ 125,590 บาท

000 แม้ว่าบรรดากูรูกฎหมายจะออกมายืนยันว่า การที่นายกฯสมหมวกคสช.ไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะ คสช.ถือเป็นแค่องค์กรชั่วคราวที่ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2543 ซึ่งเคยตีความคำว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ต้องหมายถึง ผู้ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย และจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะเป็นงานประจำรวมทั้งมีเงินมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้มีอำนาจวินิจฉัยคือ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง

000 แต่ทว่าประเด็นนี้ดูเหมือนจะเป็น ประเด็นร้อนที่ทำให้ทั้ง “บิ๊กตู่” และพรรคพลังประชารัฐถูกหยิบมาขยายผลเป็นประเด็นการเมืองอยู่ในขณะนี้ ยิ่งล่าสุดที่พรรคพลังประชารัฐเตรียมที่จะให้ “บิ๊กตู่” ขึ้นเวทีปราศรัยในวันที่10มี.ค.นี้ ก็ยิ่งเป็นเหมือน สายล่อฟ้า” ที่จะมีผลกระทบต่อบิ๊กตู่และพรรคพลังประชารัฐโดยตรง

000 ขณะที่ท่าที่จะพลังประชารัฐ ดูเหมือนว่าจะเข้าใจในส่วนนี้เป็นอย่างดี และประเมินแล้วว่า อาจได้ไม่คุ้มเสีย ล่าสุดจึงได้ปรับแผนยกเลิกแผนการให้ “บิ๊กตู่” ขึ้นเวทีปราศรัยทั้งหมด และเปลี่ยนกลยุทธ์ให้บิ๊กตู่เพื่อช่วยพปชร.หาเสียง เจาะพื้นที่กทม.แทน

000 คงต้องไม่ลุ้นกันว่า การปรับแผนในครั้งนี้ได้ผลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆกว่าจะถึงวันเลือกตั้งในวันที่24มี.ค.ทั้ง “บิ๊กตู่ และ พลังประชารัฐ ยังคงต้องผ่านกับดักในอีกหลายๆด่านอย่างแน่นอน เพราะการที่ยังไม่มีการตีความในประเด็นนี้ที่ชัดย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาในเรื่องความได้เปรียบเสียงเปรียบทางการเมือง