วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปลี่ยน “หัวใจ” ก็ไม่ฟรี

“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” หมายถึง “ทุกสิ่งในโลกที่ได้มานั้น ล้วนมาจากการต้องยอมเสียสละ สิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งไปแลกเสมอ”

เช่น กินยาก็ต้องมีผลข้างเคียง อยากเป็นคนดี ก็ต้องอดทนไม่ทำสิ่งชั่วซึ่งอาจสนุก อยากมีความรู้ต้องบากบั่น อยากร่ำรวยก็ต้องขยันทำงานหนัก คนมีชื่อเสียงจะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ อยากได้ของมาก็ต้องจ่ายเงิน ฯลฯ

“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ประโยคนี้ผู้เขียนแปลจาก “There is no such thing as a free lunch.” เมื่อเกือบ 30 ปี มาแล้วและเอามาเป็นชื่อหนังสือหากินอยู่หลายเล่ม (เล่มแรกตีพิมพ์ 22 ครั้ง) ผู้เขียนจึงให้ความเคารพสัจธรรมนี้มาก เมื่อพบตัวอย่างของหมอผ่าตัดเปลี่ยนไตมีชื่อซึ่งได้เป็นคนไข้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (หัวใจจริง มิใช่หัวใจที่สลาย) ที่อยู่ในสภาพยอมรับสัจธรรมนี้จึงอดไม่ได้ที่จะต้องนำมาเล่าต่อ

ที่มาของประโยคภาษาอังกฤษดังกล่าว เกิดจากการที่โรงเตี๊ยมในอังกฤษซึ่งมีร้านอาหารและที่พักอยู่ด้วยกัน เมื่อสมัยใช้รถม้าเมื่อหลายร้อยปีก่อน มักติดป้ายไว้หน้าร้านว่า “free lunch” แต่เมื่อคนกินไม่สั่งอะไรเพิ่ม กินแต่ free lunch อย่างเดียว ก็โดนโยนออกมานอกร้าน จึงมีคำพูดว่าจริง ๆ แล้วไม่มี free lunch หรอก ประโยคนี้หลุดเข้าไปเป็นสำนวนภาษาอังกฤษมายาวนาน ซึ่งหมายความว่าไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่เสมอ

Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบิลผู้เรืองนามในทศวรรษ 1970-1990 เอาประโยคนี้มาใช้ในเศรษฐศาสตร์ โดยมีความหมายดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้นจนเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง การ “trade-off” คือ ได้อย่างต้องเสียอย่างหรือหลายอย่างเพื่อแลกกันเป็นเรื่องจริงที่ช่วยทำให้เห็นประเด็นในการตัดสินใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Robert Montgomery แพทย์ผ่าตัดเปลี่ยนไตมีชื่อของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ New York University Langone’s Transplant Institute เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับสัจธรรมดังกล่าวอย่างหน้าชื่นตาบาน เขาประกาศมาตลอดว่า คนที่เปลี่ยนอวัยวะควรยอมรับการติดเชื้อ Hepatitis C (โรคไวรัสตับอักเสบซี) ที่ติดมาจากอวัยวะของผู้บริจาค เพราะปัจจุบันมียาที่กินแล้วรักษาโรคตับอักเสบซีอย่างมีประสิทธิภาพถึง 95%

เหตุที่เขาต้องออกมากล่าวเช่นนี้ทำนอง “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ซึ่งหมายถึงว่าอยากได้อวัยวะบริจาคก็ต้องยอมรับไวรัสตัวนี้ที่ติดมาด้วย (ไวรัสมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย และต้องการ “เจ้าภาพ” เช่น ร่างกายคน พืช หรือสัตว์เพื่อขยายจำนวนมิฉะนั้นอยู่ไม่รอด) ก็เพราะมีความขาดแคลนอวัยวะที่เอามาเปลี่ยนอย่างหนักจะมีอยู่มาก แต่ไม่ยอมรับกันก็คือ พวกอวัยวะที่ติดเชื้อ Hepatitis C มาด้วยเพราะมักมาจากเจ้าของที่ใช้เข็มฉีดร่วมกับคนที่ติดโรคนี้อยู่ เช่น พวกติดยาเสพติดและเสียชีวิต

ในสหรัฐมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะเสพยาเสพติดประเภทฝิ่น (opioid) มากขึ้นอย่างผิดสังเกต และพวกนี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อ Hepatitis C การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ทำกันมากที่สุดคือไต รองมาคือตับ ส่วนหัวใจและปอดนั้นถือว่าเป็นเรื่องพิเศษแต่ก็กำลังเพิ่มขึ้น

ในปี 2018 ในสหรัฐมีการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ 36,527 ราย โดยมีคนไข้ 113,691 คน ที่อยู่ในสภาพรอคอยอวัยวะจากผู้ที่เพิ่งเสียชีวิต อวัยวะที่ต้องการมากที่สุดคือไต รองลงมาคือ ตับและหัวใจ เวลาเฉลี่ยของการรอคอยไตคือ 3-5 ปี แต่ทั้งนี้อันดับที่จะได้รับขึ้นกับสถานะความเร่งด่วนของอาการด้วย ผู้รับและผู้บริจาคต้องมีกรุ๊ปเลือดตรงกัน อีกทั้งมีลักษณะเนื้อเยื่อประเภทเดียวกันด้วย ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะพบคู่ที่เหมาะสม

เมื่ออวัยวะเป็นของหายาก การยอมรับอวัยวะที่อาจมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ C จึงมีมากขึ้น เพราะดีกว่ารอคอยยาวนานซึ่งอาจทำให้ชีวิตลำบากหรือเสียชีวิตก่อน พูดง่ายๆ ก็คือผู้รับบริจาคยอมจ่ายด้วยราคา คือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ C หลังจากผ่าตัดไม่กี่วันก็รู้ว่าติดเชื้อนี้หรือไม่ และรักษาด้วยการกินยาต่อเนื่องกัน 2-3 เดือนก็สามารถหายได้ แต่บางรายอาจมีผลเสียในระยะยาว หากเป็นอย่างเรื้อรัง แต่ส่วนใหญ่แล้วรักษาหายได้หลังจากติดเชื้อ

เรื่องของ Dr. Montgomery เกิดเมื่อเขาประสบสภาวะหัวใจวายหลายครั้ง ตั้งแต่เติบโตมา เพราะเขามีความบกพร่องของหัวใจที่เรียกว่า familial cardio-myopathy ซึ่งสืบทอดมาทางพันธุกรรม (พ่อเขาตายเพราะ หัวใจวายตอนอายุ 52 ปี น้องตายตอนอายุ 35 ปี)

โรคนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว ผนังหนาและแข็งตัว จนทำให้หัวใจมีความสามารถในการปั๊มเลือดไปยังส่วนอื่นของร่างกายต่ำลง และไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้หัวใจเต้นอย่างเป็นปกติได้จนทำให้หัวใจล้มเหลว

Dr.Montgomery มีอาการหัวใจเต้นไม่เป็นปกติ (cardiac arrhythmias) ต้องฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (defibrillator) ไว้ใต้ผิวหนังตั้งแต่อายุ 29 ปี ตอนที่เรียนแพทย์ไม่แน่ใจว่าจะผ่าตัดได้หรือไม่ เพราะเครื่องมือผ่าตัดที่มีกระแสไฟฟ้าเกี่ยวข้องด้วยอาจแทรกแซงการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจของเขา แต่ 30 ปี ที่ผ่านมา เขาก็ผ่านมาได้จนเป็นหมอผ่าตัดเปลี่ยนไตแถวหน้า

เครื่องกระตุ้นหัวใจช่วยชีวิตเขามาหลายหนในชีวิต จนกระทั่งครั้งล่าสุดมันไปไม่ไหวเพราะ หัวใจทำงานเพียง 20% อีกทั้งหัวใจก็เต้นไม่เป็นปกติอย่างมากด้วยจนอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายได้ เขาจึงต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจด่วน โดยฝีมือของบรรดาหมอที่เป็นลูกน้องของเขา โดยยินดีที่จะรับหัวใจจากผู้ติดเฮโรอีน ซึ่งคาดว่าจะมีเชื้อ Hepatitis C แถมมาด้วยเพราะเขาพูดมาตลอดว่า ไม่ควรเป็นสิ่งน่ารังเกียจ

การคาดคะเนของเขาก็เป็นจริงเพราะ 5 วันหลังผ่าตัด การตรวจเลือดพบว่าเขาติดเชื้อ ดังคาด อย่างไรก็ดีการกินยารักษาต่อเนื่องกัน 2 เดือน ก็ทำให้เขาหายจากโรค แต่ก็ต้องมีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจอยู่หลายครั้ง

2 เดือนหลังจากผ่าตัดเขาก็เริ่มงานผ่าตัดเปลี่ยนไตอีกครั้งในอัตราที่เขาเคยทำคือ 50 ครั้งต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีที่ยาก Dr. Montgomery ยังคงยืนยันกับคนไข้ที่จะเปลี่ยนไต ตับ และหัวใจว่าการรับเชื้อ Hepatitis C จากอวัยวะที่แสนหายากเป็น “ราคา” ที่คนไข้ควรรับได้ ดังที่เขาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การทิ้งอวัยวะเหล่านี้ไปเพราะคาดว่า จะมีเชื้อดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

ถ้ายอมรับสัจธรรมที่ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” อาจทำให้ผู้รอคอยอวัยวะจำนวนมากยอมรับความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ การตัดสินใจว่าจะรับ “ราคา” นี้ได้หรือไม่ต้องคำนึงถึงความทนทุกข์ทรมานที่ได้รับในปัจจุบันตลอดจนความเสี่ยงจากการเสียชีวิตระหว่างการรอคอยอันยาวนาน

ถ้าสงสัยว่าอวัยวะของคนสูงอายุมีน้ำยาพอจนสามารถบริจาคได้หรือไม่ คำตอบก็คืออายุไม่ใช่อุปสรรค ตับ ไต หัวใจ ปอด ตับอ่อน กระดูก ไขกระดูก กระจกตา ฯลฯ สามารถเป็นประโยชน์ได้ทั้งสิ้น คำถามมีเพียงว่า คนรับบริจาคเขาจะเอาอวัยวะของพวก ส.ว. (สวยทุกวัน) เหล่านี้หรือไม่เท่านั้น