ในงานสัมมนา Jackson Hole ที่จัดขึ้นในวันนี้ ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด สาขาแคนซัส ตัวแทนที่กล่าว สุนทรพจน์จากฟากอเมริกา ถือว่า
ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ คือผู้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน แต่ทางฟากยุโรป ถือว่ามีเซอร์ไพร์สนิดๆ โดยผู้ที่ทำหน้าที่กล่าวสุนทรพจน์ในช่วงอาหารกลางวัน ไม่ใช่นายมาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป ทว่าคือ นายเจนส์ วีดส์แมน ประธานธนาคารกลางเยอรมัน ซึ่งจะว่าไปเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณในเชิงสัญลักษณ์ว่า ประธานธนาคารกลางยุโรปท่านถัดไปในปีหน้ามีโอกาสสูงว่าจะเป็นนายวีดส์แมน ที่จะมาแทนนายดรากิที่ตำแหน่งของเขาจะหมดวาระลงในเดือนกันยายนปีหน้า
โดยหากพิจารณาถึงสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหลักๆ ในโลกนั้น ต่างก็เผชิญอุปสรรคที่เหมือนๆ กันแทบทุกแห่ง ได้แก่ การที่ค่าจ้างในตลาดแรงงานเกือบทั่วโลกไม่สามารถขยับขึ้นได้แบบมีนัยยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สหรัฐเองก็ตาม ก็ยังไม่ได้ขยับสูงขึ้นมาอย่างที่ควรจะเป็น หากพิจารณาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของชื่องานสัมมนา Jackson Hole ปี 2018 ที่ว่า “Changing Market Structure and Implications for Monetary Policy” โดยนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก ต่างมานำเสนอว่า ด้วยเหตุผลใดที่ค่าจ้างยังไม่ขยับขึ้นสักที แม้เศรษฐกิจจะโตดีพอควร และควรจะใช้นโยบายการเงินแบบไหนที่จะแก้ปัญหานี้
อย่างไรก็ดี ในจุดนี้ มีภูมิภาคหนึ่งเดียวที่เพิ่งได้รับข่าวดีที่ค่าจ้างในตลาดแรงงานว่าเริ่มจะขึ้นมาแบบเป็นระบบ หลังจากที่อัตราค่าจ้างซบเซามากว่า 7 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ ภูมิภาคยุโรป จึงทำให้ นายดรากิ สามารถที่จะเล่นเกมของนโยบายการเงินได้ทั้ง2 หน้าคือ ทั้งคงนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายเข้าไว้เหมือนในตอนนี้ เพื่อที่จะรอหวยของ Trade War ว่าจะออกมาหน้าไหน หรือจะเล่นแบบขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อที่จะสกัดเงินเฟ้อที่คาดว่าจะขึ้นมาในอนาคต ตามค่าจ้างที่ค่อยๆ ขยับขึ้นอย่างเป็นระบบในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ก็ดูแล้วมีเหตุผลเช่นกัน
โดยหาก Trade War ในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้ เกิดรุนแรงแบบเผ็ดร้อน จากการวิเคราะห์ของ BEA ดังรูปที่ 1 คาดว่ากระทบราว 1.5-3% ของ GDP ทว่าหากรวมผลกระทบจากการตอบโต้จากจีนด้วย จะกระทบสูงสุดถึง 4% ดังรูปที่ 2 ซึ่งถือว่ายังเบากว่าวิกฤตซับไพร์มที่กระทบต่อสหรัฐกว่า 5% ของจีดีพี แน่นอนว่า นายดรากิจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไปจนถึงกลางปีหน้า แม้น่าจะประกาศหยุดการทำ QE ไปก่อน รอให้คลื่นลมจาก Trade War สงบเสียก่อน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ถือว่าเศรษฐกิจยุโรปถือว่าได้เปรียบกว่าภูมิภาคหลักอื่น เนื่องจากนโยบายการเงินยังอยู่ในโหมดผ่อนคลายแม้เศรษฐกิจตนเองจะนิ่งแล้ว ผิดกับของสหรัฐที่เฟดออกตัวขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วจะยูเทิร์นกระตุ้นเศรษฐกิจก็คงจะไม่ได้ หรือธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทว่าจะผ่อนคลายเพิ่มอีกก็คงจะไม่ได้เพราะมาจนสุดทางเสียแล้ว
ในทางกลับกัน หาก Trade War จบเร็ว นายดรากิอาจเลือกที่จะขึ้นดอกเบี้ยในต้นปีหน้า ก็ยังถือว่าไม่ช้าเกินไปที่จะไปส่งผลต่อการเก็งกำไรต่อตลาดหุ้นยุโรปแต่อย่างใด
โดยไม่ว่าไพ่จะออกมาหน้าไหน จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นยุโรปก็ถือว่ารอดจากผลกระทบของ Trade War รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะใกล้เข้าสู่ภาวะถดถอยแบบอ่อนๆ ในปีหน้า ผมจึงมองว่า ในปีหน้าด้วยความได้เปรียบเชิงนโยบาย น่าจะส่งผลให้ค่าเงินยุโรปในปีหน้าแข็งค่ากว่าในตอนนี้
นอกจากนี้ ในปีหน้า ผมมองว่าตลาดหุ้นยุโรปในส่วนของภูมิภาคยุโรปใต้หรือ Periphery Market มีความน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นยุโรปในกลุ่ม Core หรือ เยอรมันและฝรั่งเศส เนื่องจากผมประเมินว่าเกณฑ์ที่เรียกกันว่า Capital Key Rule กำลังจะถูกปรับโดยธนาคารกลางยุโรปให้มีการซื้อพันธบัตรในประเทศเล็กหรือ Periphery มากขึ้นตามสัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้นยุโรปในส่วนของยุโรปใต้หรือ Periphery Market มากกว่า
โดยสรุป ผมมองว่า ยุโรป น่าจะเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ที่ดี จากผลของ Trade War ในรอบนี้ครับ






