ตัวแทนสหประชาชาติไปพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือมา 4 วันที่เปียงยาง พร้อมกับข้อสรุปว่า
โสมแดงต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเป็น “ตัวยับยั้ง”(deterrence) ต่อการคุกคามของสหรัฐ
นายเจฟฟรีย์ เฟลท์แมน (Jeffrey Feltman) มีตำแหน่งเป็น Under-Secretary-General ของสหประชาชาติ หรืออีกนัยหนึ่งเป็น ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติที่รับผิดชอบด้านการเมือง
แกบอกว่าไปนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับนโยบายของเกาหลีเหนือ 15 ชั่วโมงในช่วง 4 วันที่อยู่เปียงยาง
ได้ข้อสรุปว่าเกาหลีเหนือไม่เชื่อเรื่องการใช้วิถีทางการทูต เพื่อแก้ปัญหาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ กับเกาหลีเหนือ เพราะอเมริกามีอาวุธร้ายแรงมากกว่า จึงสามารถกำหนดความเป็นไปของคนอื่นได้
เฟล์ทแมนบอกว่าเขาพยายามจะยกประเด็นเรื่องมติของคณะมนตรีความมั่นคง ที่ไม่ยอมรับการทดลองขีปนาวุธและการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
อีกทั้งยังพยายามจะบอกเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือว่า ประเทศที่ต่อต้านเกาหลีเหนือในเรื่องนี้ไม่ใช่มีแต่สหรัฐเท่านั้น แต่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้งหลายต่างก็เห็นว่าโสมแดงทำไม่ถูก
เฟล์ทแมนแม้จะทำหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติ แต่มีสัญชาติอเมริกันด้วย จึงย่อมจะถูกมองว่าเขาย่อมมีความเป็นตัวแทนของอเมริกาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะเคยเป็นทูตสหรัฐในหลายประเทศ ก่อนจะมารับตำแหน่งที่สหประชาชาติ
แกให้สัมภาษณ์ทางซีเอ็นเอ็นว่ามีความเป็นห่วงเหมือนกับเลขาธิการสหประชาชาติอันโตนิโอ กูเตอร์เรสว่า ทั้งอเมริกาและเกาหลีเหนืออาจจะ “ละเมอเข้าสู่สงคราม”
แปลว่าทั้งสองฝ่ายรู้ว่า หากเกิดสงครามจะร้ายแรงต่อทุกคนอย่างไร
แต่หากต่างฝ่ายต่างประเมินอีกข้างหนึ่งผิดพลาด อาจเกิดสงครามโดยอุบัติเหตุ เพราะความพลั้งเผลอหรือการขาดการประสานงานกันเพียงพอ
พอเกิดศึกสงครามแล้วก็จะกลายเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมของทุกคน
เฟล์ทแมนบอกว่าที่น่าห่วงใยที่สุดคือ กองทัพของสหรัฐ และเกาหลีเหนือ ไม่มีช่องทางการติดต่อกันเลย ต่างฝ่ายต่างคาดเดาเองว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีเจตนาอย่างไร
ดังนั้นหากเกิดความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง ก็อาจนำไปสู่การเผชิญหน้า และกว่าจะรู้ว่าเป็นการตีความผิดพลาดก็สายเกินไปเสียแล้ว
ในความเห็นของเฟล์ทแมนเกาหลีเหนือยังยืนกราน เรื่องจะต้องสร้างอาวุธเพื่อเป็นการ “ยับยั้ง” สหรัฐที่มีอาวุธเหนือกว่า
ดังนั้นทางออกทางการทูตยังไม่อาจจะเกิดขึ้นได้
แกเพียงหวังว่าการพบปะรอบนี้จะเป็นการเปิด “หน้าต่างแห่งโอกาส” เพื่อจะได้มีการพูดจากันต่อเท่านั้น ไม่อาจจะหวังว่าเกาหลีเหนือจะยอมเดินตามคำเรียกร้องของสหประชาชาติ
อีกทั้งสหรัฐเองก็ยังไม่มีทีท่าชัดเจนว่าพร้อมจะ ลดเงื่อนไข เพื่อกลับมาสู่โต๊ะเจรจากับเกาหลีเหนืออย่างไร
แต่การที่เกาหลีเหนือเปิดประตูให้คนระดับสูงของสหประชาชาติมานั่งลงซักถามประเด็นต่าง ๆ อย่างนี้ก็ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีกว่าเดิม
“ที่น่ายินดีคือการพบปะครั้งนี้ ทางเกาหลีเหนือยอมแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างอ่านคำแถลงการณ์ที่เตรียมมาเหมือนแต่ก่อนเท่านั้น ผมจึงมีความหวังว่าเราจะสามารถพูดคุยกันต่อไปในวันข้างหน้า...” เฟล์ทแมนบอก
วันก่อน ผมเห็น เดนนิส ร็อดแมน นักบาสฯ เอ็นบีเอคนดังที่เคยไปจับไม้จับมือกับคิมจองอึนที่เปียงยางให้สัมภาษณ์ทีวีสหรัฐว่า “ผมชอบทั้งทรัมป์และคิมจองอึน ผมอยากให้ทั้งสองคนคุยกัน”
ไม่แน่ นักบาสฯอาจทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษได้ดีกว่านักการทูตอาชีพก็ได้!









