วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จะปรับพรบ.สิ่งแวดล้อมให้เวิร์ค ต้องทำอย่างไร (2)

ในซีรีส์หรือชุดบทความ “จะปรับพรบ.สิ่งแวดล้อมให้เวิร์ค ต้องทำอย่างไร” ในตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงการพึงไม่ใช้มาตรา 44 ของรัฐบาลคสช. มาเร่ง

หรือลัดขั้นตอนของการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือรายงานอีไอเอ โดยเฉพาะกับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่มีผลกระทบรุนแรงกว่าโครงการปกติที่ไม่มีขั้นตอนพิเศษ “แซงคิว”แบบนี้เสียด้วยซ้ำ ผู้ใดสนใจอาจหาอ่านได้ที่ (http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643309)

มาคราวนี้เราจะขอพูดถึงหลักคิดในเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่เป็นประเด็นพื้นฐาน และวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อมนั้นๆ 

ในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ......(ที่ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่าพรบ.สิ่งแวดล้อม) ที่ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับหลักการไปแล้วเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา มาตรา 4  ในร่างพรบ.นี้ได้ให้คำจำกัดความของคำต่างๆ ไว้หลายคำ เช่น สิ่งแวดล้อม คุณภาพสิ่งแวดล้อม ภาวะมลพิษ ฯลฯ

เราอยากจะขออภิปราย และให้ข้อเสนอแนะต่อคำบัญญัติต่างๆ เหล่านี้ เพราะแม้มันจะเป็นเพียงแค่ wording หรือ “นามนั้นสำคัญไฉน” แต่ก็เป็นเครื่องสะท้อนความคิดและปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังของการบัญญัติ หรือการให้ความหมายของคำเหล่านั้น พูดง่ายๆคือ เราคิดอย่างไรกับสิ่งแวดล้อม เราก็จะบัญญัติและให้ความหมายของสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามปรัชญาและแนวคิดที่มีอยู่นั้น

หากกำหนดผิด บัญญัติผิด ให้คำจำกัดความผิด ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ตัวหนังสือในตัวบทกฎหมายเป็นหลัก โดยไม่ได้อิงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายกันนัก ก็จะตีความตามตัวหนังสือนั้น 

ดังนั้นหากเขียนไว้ผิดการเอาพระราชบัญญัติไปใช้ หรือไปออกกฎหมายลูก หรือไปออกกฎเกณฑ์ต่างๆที่ตามมา ก็ย่อมผิดไปจากหลักการของการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแน่นอนไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น

คำแรกที่จะกล่าวถึง คือ “สิ่งแวดล้อม” ที่ร่างพรบ.สิ่งแวดล้อมฉบับที่สนช.กำลังพิจารณาอยู่นี้ให้ความหมายไว้ว่า “สิ่งต่างๆที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพ ที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น” 

จากคำจำกัดความนี้เราเห็นได้อย่างไม่มีข้อกังขาว่าผู้ร่างฯ กำลังเอา “เรา”เป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง และสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา

หากมองแบบพระ นี่ก็คือการเอาอัตตาเป็นตัวตั้ง ซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิดปัญหา เพราะหากเอา “เรา”เป็นตัวตั้งเมื่อใด ความคิดความอ่านทั้งหมดที่ตามมาก็จะเน้นแต่ ทำอย่างไรเราจึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้น ทั้งๆที่ปรมัตถธรรมได้บอกชัดอยู่แล้วว่า ธรรมคือธรรมชาติ และ ธรรมชาติอยู่ได้แม้ไม่มีมนุษย์ แต่มนุษย์ต่างหากเล่าที่อยู่ไม่ได้หากธรรมชาติจะดำรงอยู่อย่างไร้ดุลยภาพ

นั่นคือ เราต้องให้คำจำกัดความของคำว่า “สิ่งแวดล้อม” นี้เสียใหม่ โดยกำหนดให้ เราหรือมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม อันหมายรวมถึงสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งทรัพยากร พืช สัตว์ คน สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ 

หากเราคิดในตรรกะนี้เมื่อใด การพิจารณาการจัดการสิ่งแวดล้อมก็จะเพ่งให้ธรรมชาติดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการออกกฎเกณฑ์ กฎหมาย มาตรฐาน มาตรการต่างๆก็จะออกมาในแนวคิดนี้ ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แม้โดยหลักอนิจจังสิ่งนี้จะไม่สามารถจีรังไปตลอดกาลได้ก็ตาม

อีกคำหนึ่งที่อยากจะพูดถึงในร่างพรบ.ฯฉบับนี้ คือ คำว่า “คุณภาพสิ่งแวดล้อม” ที่ได้มีการให้ความหมายไว้ว่า “สภาวะที่แสดงถึงดุลยภาพของสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีพของประชาชน” เห็นไหมล่ะว่าผิดไปจากที่เราได้กล่าวไว้แต่แรกว่า ตรรกะมันผิดเพี้ยนเสียเมื่อไหร่ 

คำจำกัดความนี้มุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของมนุษย์ แต่ไม่ได้มุ่งเน้นถึงความอยู่รอดของระบบนิเวศ ของสัตว์ทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยงตลอดจนของพืชพรรณแต่อย่างใดเลย 

ถามตัวเราเองหน่อยเถิดว่า ถ้าระบบนิเวศอยู่ไม่ได้ ธรรมชาติอยู่ไม่ได้ โลกร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ภัยพิบัติมีมาอย่างคาดเดาไม่ได้ ปลูกพืชให้ถูกต้องตามฤดูกาลไม่ได้เพราะฤดูกาลเปลี่ยนไปอย่างสุดที่จะพยากรณ์ แล้วมนุษย์หรือประชาชนนั้นจะดำรงชีพอยู่ได้อย่างไร

คำสุดท้ายที่จะขอพูดถึงในบทความครั้งนี้คือ คำว่า “ภาวะมลพิษ” ที่คนร่างฯ ได้ร่างไว้ให้หมายความว่า “สภาวะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงหรือปนเปื้อนโดย(สาร)มลพิษ ซึ่งทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง” โดยจบไว้ห้วนๆเช่นนี้ 

หากยึดความหมายของคำว่า “คุณภาพสิ่งแวดล้อม” ดังที่คนร่างได้ร่างเอาไว้และผู้เขียนได้วิพากษ์วิจารณ์ไว้แล้วข้างต้นนี้ ก็จะเข้าอีหรอบเดิม คือร่างโดยเอาหลักคิดและปรัชญาที่เอาคนเป็นศูนย์กลาง และเอาการดำรงชีพของประชาชนเป็นหลักคิด ซึ่งหากหลักคิดเป็นแบบนี้การจะทำอะไรต่อ ไม่ว่าจะเป็นแผนควบคุมมลพิษของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) แผนการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือแผนการตรวจอนุมัติรายงานอีไอเอของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หรือแผนการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมต่อประชาชนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ก็จะเน้นผิดที่และผิดหลักการ

การจะปรับแก้พรบ.สิ่งแวดล้อมให้เวิร์คจึงต้องเริ่มตั้งแต่การจัดกระบวนทัศน์ หลักคิด และปรัชญาให้ถูกต้อง ซึ่งจะนำมาสู่การให้คำจำกัดความที่ถูกต้อง อันมีผลสืบเนื่องไปยังการนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องและยั่งยืนต่อไป ดังนั้นหากต้องการให้พรบ.สิ่งแวดล้อมนี้เวิร์คก็หลีกไม่พ้นที่ภาครัฐและรัฐบาลจะต้องปรับแก้ตั้งแต่มาตรา 4 นี้เป็นหลักเสียก่อน

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวทางวิชาการของผู้เขียน โดยไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรที่สังกัด

โดย...

ดนยภรณ์ พรรณสวัสดิ์

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ธงชัย พรรณสวัสดิ์

นักวิชาการอิสระ