ถ้าจับ ครม.ประยุทธ์ 5ที่ประกาศเมื่อคืนวันศุกร์เข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์ชื่อ “ความคาดหวังประชาชน” คงจะไม่ได้คะแนนดีเด่นอะไรมากไปกว่าเดิมเท่าใดนัก
ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ครม. ปฏิรูป” อย่างที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ต้น
ส่วนใครจะร้อง “เฮ” หรือ “ยี้” ก็ย่อมเป็นเรื่องของมุมมองแต่ละคน และอยู่ที่ความคาดหวังที่ตั้งเอาไว้
ภาพรวมคือ จำนวนทหารที่เป็นรัฐมนตรีอาจจะลดน้อยลง แต่ เงาของทหารที่ทับทาบอยู่กับรัฐบาลก็ไม่ได้จางลงไป เพราะ “บิ๊ก ๆ” ก็ยังอยู่ในตำแหน่งแห่งหนสำคัญ และสะท้อนถึงการบริหาร “พี่ เพื่อน พวก” ด้วยการสลับตำแหน่งในหมู่นายพลบ้าง
แต่ก็ย่อมพูดไม่ได้ว่านี่คือการเอาความชำนาญและประสบการณ์มาพิจารณาเหนือปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพ
ที่น่าสนใจคือ ทีมเศรษฐกิจยังอยู่ภายใต้การนำของรองนายกฯ ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ค่อนข้างเหนียวแน่น มีการโยกไปมาบ้าง แต่ก็เป็นการสลับตำแหน่งและยกระดับ “มือทำงาน” ให้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีเต็มขั้น เพื่อรับกับภารกิจหนักสำหรับปีหน้า
ถ้าเทียบกับสิ่งที่ต้องทำในปีหน้า เพื่อตั้งรับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ก็ยังพูดไม่ได้ว่าการปรับครั้งนี้ ได้ระดมสรรพกำลังเต็มเพียบมาผลักดันเรื่องใหญ่ ๆ
เพราะภารกิจหลักคือเรื่องการแก้ปัญหายากจน และความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่อาจจะทำได้ด้วยมาตรการระยะสั้น แต่ครั้นจะวางแผนระยะกลางหรือยาว ก็ไม่มีอะไรรับรองว่ารัฐบาลที่จะมาหลังการเลือกตั้ง จะเดินตามแนวทางที่วางไว้ในรัฐบาลเปลี่ยนผ่านชุดนี้หรือไม่
ปีหน้าเป็นปีที่รัฐบาลชุดนี้ต้องพิสูจน์ฝีมือ คือ การผลักดันให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจโตขึ้นใกล้ ๆ 4% ทำยอดการส่งออกโตให้ได้ 10% อย่างที่มีการวางเป้าหมายเอาไว้
โครงการใหญ่ที่จะเป็น “ผลงานชิ้นใหญ่” ของรัฐบาลที่จะต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในปีหน้าคือ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) และการทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ขณะที่แก้ปัญหาคนยากคนจนไปพร้อมๆ กันด้วย
จึงไม่ต้องแปลกใจ หากจะมีนโยบายเอาใจชนชั้นกลาง และฐานรากในรูปแบบ “ประชานิยม” ที่เรียกขานกันในยุคนี้ว่า “ประชารัฐ” เพื่อแก้ข้อครหาว่าผลประโยชน์อันเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น กระจุกตัวอยู่เฉพาะกับคนกลุ่มบนเท่านั้น
กระทรวงพลังงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นสองหน่วยงานที่เป็นที่จับตาของคนทั่วไป เมื่อนายกฯ ตัดสินใจโยกย้ายนายพลออกจากเก้าอี้รัฐมนตรี และให้คนใหม่ ที่เป็นทั้งมืออาชีพ และมือเก่าจากมหาดไทย เสริมด้วยรัฐมนตรีช่วยที่ทำงานภาคปฏิบัติมาก่อน
ขณะที่กำลังประเมินคุณภาพของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ผมก็เกิดความคิดว่า จากนี้ไปเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคการเมืองทั้งหลายควรจะต้องนำเสนอ “ครม. ของพรรคเรา” ในช่วงหาเสียง เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่า หากเลือกพรรคนั้น ๆ แล้วจะได้รัฐมนตรีหน้าตาและพื้นภูมิอย่างไร
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องให้ความหวังกับประชาชนว่า จะได้คนเก่ง และคนดีมาบริหารบ้านเมือง
การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้านี้ จะต้องไม่เพียงแต่เป็นการ “ขายฝัน” เรื่องนโยบายของพรรคเท่านั้น แต่ ทุกพรรคการเมืองจะต้องสามารถเสนอให้ประชาชนได้รับรู้ว่าพวกเขามี “ทรัพยากรบุคคล” อย่างไร เพื่อทำให้นโยบายที่นำเสนอนั้นเกิดขึ้นเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ
เพราะหากมีการเลือกตั้งจริง คนไทยก็ควรจะต้องมีความหวังว่าจาก “ครม. เปลี่ยนผ่าน” เราต้องได้ “ครม. ที่เราเลือกได้” จริง ๆ









