วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคต้องเสนอครม. ให้ประชาชนเลือก

ถ้าจับ ครม.ประยุทธ์ 5ที่ประกาศเมื่อคืนวันศุกร์เข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์ชื่อ “ความคาดหวังประชาชน” คงจะไม่ได้คะแนนดีเด่นอะไรมากไปกว่าเดิมเท่าใดนัก

หาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคต้องเสนอครม. ให้ประชาชนเลือก

ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ครม. ปฏิรูป” อย่างที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ต้น

ส่วนใครจะร้อง “เฮ” หรือ “ยี้” ก็ย่อมเป็นเรื่องของมุมมองแต่ละคน และอยู่ที่ความคาดหวังที่ตั้งเอาไว้

ภาพรวมคือ จำนวนทหารที่เป็นรัฐมนตรีอาจจะลดน้อยลง แต่ เงาของทหารที่ทับทาบอยู่กับรัฐบาลก็ไม่ได้จางลงไป เพราะ “บิ๊ก ๆ” ก็ยังอยู่ในตำแหน่งแห่งหนสำคัญ และสะท้อนถึงการบริหาร “พี่ เพื่อน พวก” ด้วยการสลับตำแหน่งในหมู่นายพลบ้าง

แต่ก็ย่อมพูดไม่ได้ว่านี่คือการเอาความชำนาญและประสบการณ์มาพิจารณาเหนือปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพ

ที่น่าสนใจคือ ทีมเศรษฐกิจยังอยู่ภายใต้การนำของรองนายกฯ ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ค่อนข้างเหนียวแน่น มีการโยกไปมาบ้าง แต่ก็เป็นการสลับตำแหน่งและยกระดับ “มือทำงาน” ให้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีเต็มขั้น เพื่อรับกับภารกิจหนักสำหรับปีหน้า

ถ้าเทียบกับสิ่งที่ต้องทำในปีหน้า เพื่อตั้งรับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ก็ยังพูดไม่ได้ว่าการปรับครั้งนี้ ได้ระดมสรรพกำลังเต็มเพียบมาผลักดันเรื่องใหญ่ ๆ

เพราะภารกิจหลักคือเรื่องการแก้ปัญหายากจน และความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่อาจจะทำได้ด้วยมาตรการระยะสั้น แต่ครั้นจะวางแผนระยะกลางหรือยาว ก็ไม่มีอะไรรับรองว่ารัฐบาลที่จะมาหลังการเลือกตั้ง จะเดินตามแนวทางที่วางไว้ในรัฐบาลเปลี่ยนผ่านชุดนี้หรือไม่

ปีหน้าเป็นปีที่รัฐบาลชุดนี้ต้องพิสูจน์ฝีมือ คือ การผลักดันให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจโตขึ้นใกล้ ๆ 4%  ทำยอดการส่งออกโตให้ได้ 10% อย่างที่มีการวางเป้าหมายเอาไว้

โครงการใหญ่ที่จะเป็น “ผลงานชิ้นใหญ่” ของรัฐบาลที่จะต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในปีหน้าคือ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) และการทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ขณะที่แก้ปัญหาคนยากคนจนไปพร้อมๆ กันด้วย

จึงไม่ต้องแปลกใจ หากจะมีนโยบายเอาใจชนชั้นกลาง และฐานรากในรูปแบบ “ประชานิยม” ที่เรียกขานกันในยุคนี้ว่า “ประชารัฐ” เพื่อแก้ข้อครหาว่าผลประโยชน์อันเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น กระจุกตัวอยู่เฉพาะกับคนกลุ่มบนเท่านั้น

กระทรวงพลังงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นสองหน่วยงานที่เป็นที่จับตาของคนทั่วไป เมื่อนายกฯ ตัดสินใจโยกย้ายนายพลออกจากเก้าอี้รัฐมนตรี และให้คนใหม่ ที่เป็นทั้งมืออาชีพ และมือเก่าจากมหาดไทย เสริมด้วยรัฐมนตรีช่วยที่ทำงานภาคปฏิบัติมาก่อน

ขณะที่กำลังประเมินคุณภาพของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ผมก็เกิดความคิดว่า จากนี้ไปเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคการเมืองทั้งหลายควรจะต้องนำเสนอ “ครม. ของพรรคเรา” ในช่วงหาเสียง เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่า หากเลือกพรรคนั้น ๆ แล้วจะได้รัฐมนตรีหน้าตาและพื้นภูมิอย่างไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องให้ความหวังกับประชาชนว่า จะได้คนเก่ง และคนดีมาบริหารบ้านเมือง

การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้านี้ จะต้องไม่เพียงแต่เป็นการ “ขายฝัน” เรื่องนโยบายของพรรคเท่านั้น แต่ ทุกพรรคการเมืองจะต้องสามารถเสนอให้ประชาชนได้รับรู้ว่าพวกเขามี “ทรัพยากรบุคคล” อย่างไร เพื่อทำให้นโยบายที่นำเสนอนั้นเกิดขึ้นเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ

เพราะหากมีการเลือกตั้งจริง คนไทยก็ควรจะต้องมีความหวังว่าจาก “ครม. เปลี่ยนผ่าน” เราต้องได้ “ครม. ที่เราเลือกได้” จริง ๆ