ข่าวล่าสุดว่า พม่ากับบังกลาเทศบรรลุข้อตกลงว่า จะส่งชาวโรฮิงญาที่หนีจากยะไข่กลับพม่า โดยจะเริ่มในสองเดือน ยังต้องดูว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ที่สำคัญคือรัฐบาลพม่า ภายใต้การนำของอองซานซูจี ที่กองทัพยังมีสิทธิมีเสียงเรื่องความมั่นคงนั้น จะตั้งเงื่อนไขสำหรับการรับคนเหล่านี้คืนหรือไม่อย่างไร
หรือจะยอมรับกลับบ้านกี่คนจากทั้งหมดกว่า 600,000 คน
จนค่ายอพยพโรฮิงญาในบังกลาเทศวันนี้ได้กลายเป็น "ค่ายอพยพใหญ่ที่สุดในโลก"
หากเป็นไปตามข่าวที่ว่า พม่าจะรับคืนเฉพาะคนที่มีเอกสารเป็นชาวพม่าเท่านั้น ปัญหาก็จะสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น
เพราะต้องไม่ลืมว่าถึงวันนี้ รัฐบาลพม่าก็ยังไม่ยอมเรียกพวกเขาว่าเป็น “โรฮิงญา” และยังยืนยันที่จะใช้คำว่า “ชาวบังกาลี” ที่เข้าประเทศผิดกฎหมาย
ข้อตกลงนี้ลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด หรือจะรับทั้ง 600,000 กว่าคนกลับไปยะไข่ของพม่าหรือไม่
ข้อตกลงนี้ใช้คำว่า “arrangement” หรือเป็นการตกลงถึงวิธีการ ที่จะช่วยให้ผู้อพยพกลุ่มนี้กลับไปอยู่ที่บ้านเดิมที่ยะไข่
พอลงถึงรายละเอียดของการทำให้ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ ก็จะต้องเจอกับอุปสรรคไม่น้อย เพราะทหารพม่าอ้างว่าโรฮิงญากลุ่มหนึ่งได้ติดอาวุธเพื่อปะทะกับทหารพม่า
ขณะที่ชาวโรฮิงญาอ้างว่าทหารพม่าได้ก่อกรรมทำเข็ญ กับพวกเขาในรูปแบบต่าง ๆ
หากมีการส่งกลับบ้านจะมีมาตรการอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจได้ว่า ความสงสัยคลางแคลงต่อกันและกัน จะไม่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง
ความจริง พม่ากับบังกลาเทศเคยมีข้อตกลงเมื่อปี 1992 ในเรื่องการจัดให้ “ผู้พลัดถิ่น” (displaced persons) จากรัฐยะไข่ที่หนีไปบังกลาเทศสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
แต่ในทางปฏิบัติ ทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันในการตีความ และการนำไปสู่ภาคปฏิบัติ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาจนถึงการเจรจาครั้งหลังสุด ที่จบลงด้วยการประกาศว่าสามารถตกลงกันได้แล้ว
ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ผู้ลี้ภัยต้องกรอกเอกสารว่าด้วยประวัติส่วนตัวเพื่อให้เจ้าหน้าที่พม่าพิจารณาว่าจะรับ หรือไม่รับคืน
คำถามใหญ่ก็คือว่า การดำเนินการตามข้อตกลงนี้จะมีตัวแทนจากประเทศที่สาม หรือสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่
ข่าวบางกระแสบอกว่าพม่ายอมพิจารณาเฉพาะชาวโรฮิงญาที่หนีไปบังกลาเทศตั้งแต่ ต.ค.ปีที่แล้ว แต่ไม่ยังยอมพูดถึงชาวโรฮิงญาที่หนีเข้าไปบังกลาเทศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
อีกทั้งยังมีอีกไม่น้อยกว่า 33,000 คนที่อยู่ในค่ายอพยพหลายจุดในบริเวณ Cox’s Bazar ของบังกลาเทศตั้งแต่ 1992
คำถามใหญ่คือ รัฐบาลพม่าจะยอมทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการที่นำโดยอดีตเลขาธิการสหประชาชาติโคฟี อันนัน หรือไม่
โดยเฉพาะประเด็นที่ขอให้รัฐบาลพม่า เปิดให้มีความเคลื่อนไหวของประชาชนในยะไข่ได้อย่างเสรี และให้ทบทวนกฎหมายว่าด้วยสิทธิการได้สัญชาติพม่าของปี 1982 ซึ่งถูกตีความว่าจงใจเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิม ที่เป็นชนส่วนน้อย
คณะกรรมการชุดนี้เตือนว่า หากรัฐบาลพม่าไม่ดำเนินการผ่อนคลายเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้ โอกาสที่จะเกิดความรุนแรง ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายในยะไข่จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
พม่าเจอแรงกดดันเพิ่มเติมอย่างชัดเจนเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศเร็กซ์ ทิลเลอร์สันแห่งสหรัฐ ออกแถลงการณ์อย่างดุดันหลังจากไปเยือนพม่า และพูดจากับอองซานซูจีแล้วว่า สถานการณ์ในยะไข่นั้นเป็นพฤติกรรมที่เทียบได้กับการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
ถือเป็นจุดยืนสหรัฐที่แข็งกร้าวที่สุด ตั้งแต่มีกรณีวิกฤติยะไข่เป็นต้นมา ด้วยเชื่อกันก่อนหน้านี้ว่า วอชิงตันยังเกรงใจอองซาน ซูจี ที่อเมริกาเคยสนับสนุนอย่างเต็มที่มาก่อน จึงไม่ได้แสดงจุดยืนแข็งขันมาตลอด
รัฐบาลพม่าพยายามจะบอกว่า ปัญหานี้ควรจะต้องแก้ไขกันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ “ประเด็นสากล” ที่นำไปสู่การออกคำแถลงการณ์ประณามพม่าจากหลาย ๆ องค์กรของสหประชาชาติ และประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย
ท้ายที่สุด อองซาน ซูจี ก็ไม่อาจต้านแรงกดดันหนักหน่วงจากทั่วโลกได้ และแม้จะพยายามหาทางตกลงกับบังกลาเทศได้ครั้งนี้ ก็ยังไม่มีอะไรรับรองได้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะผ่อนเบาลงได้แต่อย่างไร
หากพม่ายังไม่ยอมเผชิญกับความจริงว่า “โรฮิงญา” ดำรงอยู่จริง และเป็นปัญหาที่พม่าต้องหาทางออกอย่างกล้าหาญ และตรงไปตรงมา!






