ประเทศไหนเป็นภัยคุกคามอเมริกามากที่สุด?
นั่นเป็นคำถามของคณะกรรมาธิการทางทหารต่อนายพลโยเซฟ ดันฟอร์ดที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานเสนาธิการทหารร่วมหรือ chairman of the joint chiefs-of-staff ของสหรัฐ
คำตอบจากนายทหารใหญ่ที่น่าจะเทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐคือ
สำหรับวันนี้ประเทศที่เป็นภัยคุกคามที่สุดสำหรับสหรัฐคือเกาหลีเหนือ
แต่จากนี้ไปอีกไม่ถึง 10 ปี ภัยสำคัญที่สุดจะมาจากจีน
แล้วรัสเซียล่ะ? พลเอกดันฟอร์ดบอกว่ารัสเซียน่าจะเป็นภัยอันดับสองรองจากจีน
นี่เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความมั่นคงของนายทหารมะกันคนนี้ที่บอกว่าภายในปี ค.ศ. 2025 หรืออีก 13 ปีจากนี้ไปประเทศที่จะมีศักยภาพทางทหารที่เป็นอันตรายต่อสหรัฐฯมากที่สุดคือจีนที่กำลังสั่งสมแสนยานุภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง
ย้อนกลับไปปี 2015 นายพลคนเดียวกันนี้มาให้การกับคณะกรรมาธิการทหารของวุฒิสภาชุดเดียวกันได้บอกว่ารัสเซียเป็นภัยอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยจีนและเกาหลีเหนือ
ในสายตาของแก รัสเซียก็ยังเป็นอันตรายต่ออเมริกาไม่น้อย เพราะมอสโกมีอาวุธนิวเคลียร์อีกทั้งยังสามารถทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มองในแง่ของ “ความเป็นตัวอันตราย” ของรัสเซียก็น่ากลัวเพราะรัสเซียสามารถส่งทหารเข้ายึดครองประเทศใกล้เคียงหน้าตาเฉยโดยไม่เกรงกลัวการต่อต้านหรือคว่ำบาตรใด ๆ จากประเทศอื่น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ทหารรัสเซียบุกเข้ายึดไครเมียในปี 2014 ตามมาด้วยการรุกเข้ายูเครนตะวันออกที่รัฐบาลตะวันออกกล่าวหาว่ารัสเซียสนับสนุนกลุ่มแยกดินแดนติดอาวุธในประเทศนั้น
แต่วันนี้ นายพลดันฟอร์ดปรับแก้แนววิเคราะห์ใหม่แล้ว ปักหมุดลงตรงประเทศจีนว่าภายในปี ค.ศ. 2025 ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ, โครงสร้างประชากรและการจัดสรรงบประมาณทางทหาร จีนจะเป็นประเทศที่คุกคามสหรัฐฯได้มากกว่ารัสเซียและเกาหลีเหนือ
ที่สหรัฐต้องกลัวจีนอีกด้านหนึ่งก็คือจีนกำลังพยายามที่จะสกัดและจำกัดความสามารถของสหรัฐไม่ให้วอชิงตันขยายอิทธิพลของตนในส่วนต่าง ๆ ของโลก
มิหนำซ้ำจีนยังพยายามจะทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรในเอเชียและแปซิฟิกอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงกลาโหมประเมินว่างบประมาณทางทหารของจีนเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เฉลี่ยที่ปีละ 8.5% ทำให้จีนแผ่ขยายอิทธิพลทั้งทางด้านทะเลและอากาศออกไปอย่างไม่ลดละ
ปรากฏการณ์ในทะเลจีนใต้เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงการเพิ่มบทบาททางทหารของจีนอย่างปราศจากข้อสงสัย
ที่น่าสนใจคือนายพลดันฟอร์ดเพิ่งบินไปปักกิ่งเมื่อเดือนสิงหาคมเพื่อพบปะกับผู้นำทหารจีน หาทางทำข้อตกลงในอันที่จะให้ผู้นำทหารของสองมหาอำนาจมีการติดต่อกันได้ในภาวะฉุกเฉิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหากมีเรื่องความขัดแย้งกันในทางใดทางหนึ่ง
เพราะหากเกิด “การประเมินพลาด” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็อาจนำไปสู่การใช้กำลังต่อกันโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อการเกิดสงครามได้
หากตั้งคำถามผู้นำจีนว่าประเทศไหนเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อจีนมากที่สุด? คำตอบจะเป็นอย่างไร?
ผมจะไม่แปลกใจหากคำตอบสำหรับผู้นำจีนก็คือ “สหรัฐ”
เพราะจีนมองรัสเซียและเกาหลีเหนือเป็นมิตรมากกว่าศัตรู
อีกทั้งเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ผู้นำจีนก็ต้องปรับวิธีคิดและวิเคราะห์สหรัฐฯใหม่หมด
ทางป้องกันสงครามระหว่างสองมหาอำนาจนี้จึงอยู่ที่การปรับดุลแห่งอำนาจทั้งด้านการเมือง, เศรษฐกิจและทางทหาร
หลีกเลี่ยงสงครามระหว่างมหาอำนาจเดิมกับประเทศที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่
ที่แวดวงวิชาการมะกันเรียกว่า Thucydides trap ตามชื่อของนักประวัติศาสตร์กรีกที่ตั้งทฤษฎีจากอดีตว่า
เมื่อเอเธนส์เริ่มเติบใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ สปาร์ต้าที่ครองตำแหน่งเป็นเบอร์หนึ่งเดิมก็หวั่นไหว...จนเกิดสงครามล้างผลาญครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์!









